Powered By Blogger

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2567

อ.ส.ค.รณรงค์การบริโภคนม “วันดื่มนมโรงเรียนโลก” ประจำปี 67


   อ.ส.ค.รณรงค์การบริโภคนมใน “วันดื่มนมโรงเรียนโลก” ประจำปี 2567 พร้อมเดินหน้ารณรงค์ส่งเสริมคนไทยดื่มนมมากขึ้น  เพื่อสนองนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ตั้งเป้าหมายให้คนไทยบริโภคนม 25 ลิตร/คน/ปีภายในปี 2569



นายสมพร  ศรีเมือง  ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)  กล่าวว่า    ตามที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) ได้กำหนดให้วันพุธสุดท้ายของเดือนกันยายนของทุกปีเป็น “วันดื่มนมโรงเรียนโลก” หรือ The World School Milk Day สำหรับโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนในประเทศไทยได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 32 ปีนับจากปี พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ของนักเรียนและเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำนมดิบในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของรัฐ ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดของเกษตรกรได้  โดยในส่วนของ อ.ส.ค.ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมนมของประเทศรู้สึกยินดีที่ “วันดื่มนมโรงเรียนโลก” เวียนบรรจบครบรอบอีก 1ปี อ.ส.ค.มีความมุ่งมั่นในการเดินหน้ารณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยหันมาดื่มนมมากขึ้นเทียบเท่ามาตรฐานสากลเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัย



  นายสมพรกล่าวด้วยว่า  นมและผลิตภัณฑ์จากนมมีความสำคัญต่อโภชนาการของคนตลอดทุกช่วงชีวิต โดยเฉพาะวัยเด็กมีความสำคัญเป็นอย่างมากในกระบวนการเจริญเติบโต เพราะนมเป็นแหล่งอาหารที่มีแร่ธาตุแคลเชียมสูง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโปรตีน เกลือแร่ต่างๆ เช่น ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โพแทสเซียม คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามิน ช่วยเสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย มีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบประสาทและสมอง   



              ดังนั้น เราควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 400 มิลลิลิตร เพื่อการมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรง โดยที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งเป้าหมายให้คนไทยบริโภคนม 25 ลิตร/คน/ปีภายในปี 2569 อ.ส.ค.ได้ให้ความสำคัญในการรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยหันมาดื่มนมมากขึ้น  โดยตลอดปีที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมรณรงค์การดื่มนมอย่างต่อเนื่อง  เพื่อกระตุ้นให้คนไทยทุกเพศ ทุกวัยหันมาดื่มนมมากขึ้น  รวมทั้งเร่งวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีหลากหลายในรสชาติจะช่วยกระตุ้นและจูงใจให้คนหันมาดื่มนมมากยิ่งขึ้น เช่น พัฒนาผลิตภัณฑ์นม ไทย-เดนมาร์คแลคโตสฟรี (Thai-Denmark Lactose Free) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมาตอบโจทย์คนที่แพ้นม หรือทานแล้วเกิดอาการท้องเสีย หรืออาการข้างเคียงอื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ให้ทำให้อัตราการดื่มนมของคนไทยน้อยกว่าประเทศอื่นค่อนข้างมากและเพื่อแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆไปยังกลุ่มผู้บริโภค   ในอนาคต อ.ส.ค. ยังคงมุ่งมั่นในการผลิตผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอย่างครบวงจรและมีความหลากหลายเพื่อเสริมสร้างโภชนาการที่ดีขึ้นให้แก่คนไทย 

    สำหรับผลดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน หรือโครงการนมโรงเรียน อ.ส.ค.ในฐานะหนึ่งในผู้ประกอบการนมโรงเรียนได้ให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงปลายทางตั้งแต่โรงงานการผลิต มาตรฐานการขนส่งจนถึงโรงเรียน โดยในระบบการผลิตคุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงโคนมต้องได้มาตรฐานระดับ GAP เพื่อส่งเสริมสุขภาพโคนมให้ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อผลิตน้ำนมให้ได้คุณภาพดี ส่วนโรงงานผลิตนมต้องได้มาตรฐานตาม GMP ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และระบบการขนส่งนมก็ต้องได้คุณภาพมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ซึ่งโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนถือเป็นโครงการที่มีประโยชน์ส่งเสริมสุขภาพ พลานามัยของเด็กไทยให้แข็งแรง และยังช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีอาชีพที่ยั่งยืนอีกด้วย


    


พช. ยกทัพกูรู จัดเต็ม 14 หลักสูตร ติวเข้มผู้ประกอบการ ก้าวสู่ความเป็นเลิศที่เหนือระดับ OTOP Premium สร้างโอกาสธุรกิจ สู่สากล

 


          กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) จัดเต็ม 14 หลักสูตร อบรมผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 4-5 ดาว ประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร จำนวน 105 กลุ่ม/ราย จาก 63 จังหวัด ยกทัพกูรูผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา ร่วมกันยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศที่เหนือระดับ OTOP PREMIUM   

     


       นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร  โดยมี ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมกิจกรรม ที่โรงแรมรามาการ์เด้น วิภาวดีรังสิต กรุงเทพ

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Premium สู่สากล ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จากผลการดำเนินงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Premium สู่สากล ที่ผ่านมา มีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยส่งเสริมให้มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยนำแนวความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์ของชุมชน มีการสร้างเรื่องราว การปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ
สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้น 3 วัน โดยมุ่งยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP
ของกลุ่มเป้าหมายให้เป็นสินค้า
Premium ผ่าน 14 หลักสูตร อาทิ หลักสูตรมองเห็นโอกาส มองข้ามอุปสรรค
โดย คุณเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด / หลักสูตร
Smart OTOP to Global โดย คุณอิศรา อัคคะประชา กรรมการบริหารและผู้จัดการฝ่ายตลาด บริษัท ห้างขายยาตราใบห่อ จำกัด ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Focus Group กับผู้แทนภาครัฐหรือเอกชนที่ดำเนินธุรกิจในการส่งออก เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
ให้เป็นสินค้าระดับ Premium สู่สากล        


สำหรับโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสมุนไพร
ที่ไม่ใช่อาหาร
จัดขึ้นภายใต้แนวคิดNew Era of Excellence OTOP PREMIUM ความเป็นเลิศที่เหนือระดับ” OTOP PREMIUM มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์
OTOP เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ในโอกาสต่อไปด้วย

วิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก จัดประชุมวิชาการนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างวัฒนธรรมมุ่งรวมความหลากหลายให้เป็นหนึ่ง


วิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ โดย สำนักงานการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเกริก ร่วมกับ สถาบันวะสะฏียะฮ์เพื่อสันติภาพและการพัฒนา สำนักจุฬาราชมนตรี สมาพันธ์ศิษย์เก่าอัล-อัซฮัรโลก สาขาประเทศไทย ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมมหาวิทยาลัยมุสลิมแห่งเอเชีย ร่วมจัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งที่ 2 หัวข้อ "การอยู่ร่วมกันของชนกลุ่มน้อยมุสลิมในกลุ่มประเทศ Non-Muslim States ในเอเชีย: เอกภาพ สันติภาพ การเคารพ และความเข้าใจซึ่งกันและกัน" ณ มหาวิทยาลัยเกริก โดยได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย ฮาละฮ์ ยูซุฟ อะห์มัด เราะญับ (H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab) เป็นประธานในการเปิดการประชุม โดยมี ผู้แทนระดับสูงจากสถานเอกอัครราชทูตปากีสถาน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว กาตาร์ อิหร่าน และญี่ปุ่น ตลอดจนนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศกว่า 20 สถาบัน รวมกว่า 200 คนเข้าร่วมงานดังกล่าว


       ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อับดุลเลาะ หนุ่มสุข ผู้ทรงคุณวุฒิจากจุฬาราชมนตรี ได้กล่าวปาฐกถานำพร้อมทั้ง กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดประชุม ฯ ในครั้งนี้มี 2 ประการ คือ รวบรวมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ มานำเสนอบทความ ผลงานทางวิชาการเรื่องการอยู่ร่วมกันของมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อยในอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บรูไน สหพันธรัฐมาเลเซีย  สาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นต้น ว่าการดำรงอยู่ของพี่น้องมุสลิมที่เป็นส่วนน้อยในประเทศต่าง ๆ ดำรงอยู่กันอย่างไร อีกทั้งระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ ทำความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันของแต่ละประเทศ ซึ่งบทความ ข้อคิดเห็นที่นำมาประชุมในระดับนานาชาติครั้งนี้จะมีคุณค่าเพื่อการตีพิมพ์สู่สาธารณชนต่อไป


“อีกประการที่สำคัญ คือ ได้เผยแพร่ภาพการให้ความสำคัญต่อประชากรมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อย ผ่านการประชุมระดับนานาชาติ โดยวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ม.เกริก เราได้เห็นความร่วมมือของพี่น้องมุสลิมจากหลากหลายประเทศ รวมถึงผู้แทนจากสถานทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รัฐกาตาร์ สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ให้เกียรติมาร่วมในพิธีเปิดวันนี้ เพื่อแสวงหาการอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพในสังคมพหุวัฒนธรรม (Multicultural Society) ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย มีความแตกต่างกันทางด้านภาษา การแต่งกาย ศาสนา สังคม ประเพณี วัฒนธรรม ว่าการอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมในเชิงบวก โดยเฉพาะในอุษาคเนย์จะกระทำได้อย่างไร มีประโยชน์มากมายเพียงใด” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อับดุลเลาะ กล่าว



   ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีความมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าทางการศึกษา ขยายขอบเขตการศึกษา พัฒนาองค์ความรู้ให้นักศึกษาเพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งมีความตั้งใจสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างประเทศที่มีความแตกต่างทางด้านภาษา ศาสนา วัฒนธรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในสังคมที่มีความหลากหลายและพร้อมจะอยู่ร่วมกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ก่อตั้งวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ม.เกริก ในปี พ.ศ.2564 เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรในด้านต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม การเงินอิสลาม การเมือง และการศึกษาอิสลาม

“ล่าสุด มหาวิทยาลัยได้สนับสนุนการสนทนาระดับนานาชาติ จัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ครั้งที่ 2 ผ่านการขับเคลื่อนของวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ภายใต้หัวข้อการอยู่ร่วมกันของชนกลุ่มน้อยมุสลิมของกลุ่ม Non-Muslim States ในเอเชีย  เอกภาพ สันติภาพ การเคารพ และความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยได้เชิญคณะนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงจากทั้งในและต่างประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของพลังนักวิชาการจากเอเชียที่จะส่งเสริมความเข้าใจระหว่างความหลากหลายทางวัฒนธรรม

          นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ม.เกริก ในการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการและแลกเปลี่ยนมุมมองให้ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งเป็นความพยายามที่จะนำความร่มเย็นสู่สังคมอีกทางหนึ่ง” อธิการบดี ม.เกริก กล่าว


      ศาสตราจารย์ ดร.จรัญ มะลูลีม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า การจัดประชุมระดับวิชาการนานาชาติ ครั้งที่ 2 นี้ นับเป็นหนึ่งในความร่วมมือทางด้านวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ม.เกริก เพื่อขยายขอบฟ้าแห่งการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น และได้รับความสนใจจากนักวิชาการหลากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมาชิกจากสมาคมมหาวิทยาลัยมุสลิมเอเชียซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 80 มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน และที่สำคัญคือเอกอัครราชทูตดังที่ผู้ทรงคุณวุฒิจากจุฬาราชมนตรีได้นำเรียนข้างต้น ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น บทความทางวิชาการระหว่างกันถึงการอยู่ร่วมกันของชนกลุ่มน้อยในประเทศมุสลิม มาเข้าร่วมกว่า 300 ท่าน 


“ปัจจุบัน ม.เกริก มีนักศึกษาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมากกว่า 5,000 คน นักศึกษามุสลิมไม่ต่ำกว่า 300 คน และเริ่มมีนักศึกษาจากประเทศทางแถบแอฟริกา เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย สาธารณรัฐยูกันดา อีกทั้งจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธ์สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยเนปาล และอื่น ๆ เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัย เราจึงต้องการขยายขอบเขตการศึกษา โดยเน้นหนักในหัวข้อของการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย แสวงหาความรู้ร่วมกัน เกิดความเข้าใจ มีความสุข และก่อเกิดสันติภาพไปพร้อมกันให้กับเยาวชนไทยและเยาวชนที่มาจากประเทศอื่น”  ศ.ดร.จรัญ กล่าว

คณบดีวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ม.เกริก กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า วิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ มีหลักการพื้นฐานการเรียนการบริหารธุรกิจอิสลาม เช่น การเงินอิสลาม การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ สินค้าฮาลาล  ที่ทำรายได้ในแต่ละปีให้ประเทศไทยนับแสนล้านบาท อีกทั้งปัจจุบันมีธนาคารอิสลามอยู่ทั่วโลก ผลิตนักวิชาการเพื่อรองรับความหลากหลายนี้ เพื่อจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างโลกอิสลามกับประเทศไทยในที่สุด


วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

รมว.เกษตร รับข้อเสนอ 9 มาตรการ จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย แก้ปัญหาปลาหมอคางดำแพร่ระบาด

 






รมว.เกษตร รับข้อเสนอ 9 มาตรการ จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมลุยจุดนำร่องรับซื้อปลาหมอคางดำ จ.สมุทรสาคร เริ่ม !! 1 .. 67 นี้เป็นต้นไป


   ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนสมาคมการประมงจาก16จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เข้าร่วม ณ สมาคมการประมงสมุทรสาคร อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับข้อเสนอจากสมาคมใน 9 มาตรการ อาทิ การกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ การผ่อนผันเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการใช้จับปลาหมอคางดำ การจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนสนับสนุนในการกำจัดปลาหมอคางดำให้กับชาวประมง และการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจในแต่ละจังหวัด เป็นต้น ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบทั้ง 9 มาตรการ และได้มอบหมายกรมประมงนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ โดยได้มอบหมาย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ พร้อมนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอเป็นวาระแห่งชาติต่อไป


  

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงได้มีการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวฯ เป็นการเร่งด่วนผ่าน 5 มาตรการสำคัญ คือ 1) การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด 2) การกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง 3) การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดได้ไปใช้ประโยชน์ 4) การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชน และ 5) การสร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ นอกจากนี้ ยังบูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินในการนำปลาหมอคางดำที่จับขึ้นมาได้ไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ และประสานความร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทยในการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดตั้งจุดรับซื้อปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบาดทุกแห่ง ซึ่งขณะนี้กรมประมงได้มีการรวบรวมแพปลาที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) กับกรมประมง ในพื้นที่ที่มีการระบาด 14 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา รวมทั้งสิ้น 49 จุด สำหรับพิจารณาจัดตั้งเป็นจุดรับซื้อปลาหมอคางดำ โดยการันตีราคารับซื้อที่กิโลกรัมละ 15 บาท ก่อนรวบรวมปลาหมอคางดำที่รับซื้อไว้ไปให้สถานีพัฒนาที่ดินแต่ละพื้นที่ผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ เพื่อส่งมอบให้การยางแห่งประเทศไทยนำไปแจกจ่ายแก่เกษตรกรในโครงการแปลงใหญ่ เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่สวนยางกว่า 200,000 ไร่ โดยจะเริ่มเปิดจุดรับซื้อปลาหมอคางดำทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 นี้ เป็นต้นไป



ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรสาคร เป็นจังหวัดที่มีรายงานการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นที่แรกและมีการระบาดมากที่สุด จึงได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินการตาม 5 มาตรการสำคัญ จนสามารถกำจัดปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกรนำไปจำหน่ายให้กับโรงงานปลาป่นและผู้ประกอบการเกี่ยวเนื่องได้มากกว่า 500 ตัน โดยกรมประมงจึงได้มีการนำร่องจัดตั้งจุดรับซื้อปลาหมอคางดำขึ้นที่ จังหวัดสมุทรสาคร ทั้งหมด 5 จุด ประกอบด้วย 1) แพธนูทอง โทร. 0804646479 2) แพนางจารุจันทร์ จารวิไพบูลย์ (แพมิตรโทร. 0873647298 3) นายชัยพร กรุดทอง (บอยโทร. 0626585323 4) นายเฉลิมพล เกิดปั้น โทร. 0871714414 และ 5. แพนายวิชาญ เหล็กดี โทร. 0971950564

       


   นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และคณะ ได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำโดยสถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสาคร กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาครได้มีการประสานในการรับซื้อปลาหมอคางดำสำหรับผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพคุณภาพสูง (สูตรไนโตรเจนสูง) จำนวน 4,000 ลิตร โดยได้แจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ กลุ่มหมอดินอาสา กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชผัก ฝรั่ง ลำไย มะพร้าวน้ำหอม และพลู คิดเป็นพื้นที่ได้รับประโยชน์รวมกว่า 533 ไร่ อีกด้วย

       


     "กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งเสนอปัญหาดังกล่าวเข้าเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน เจ้าหน้าที่ของภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่าง ๆ ด้านประมง ร่วมเป็นคณะกรรมการในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือการประกาศเขตภัยพิบัติ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และสำหรับผู้ใดที่ฝ่าฝืนทำการเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ จะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 144 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ..2558 ตามประกาศกรมประมง เรื่อง ประชาสัมพันธ์ห้ามเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากนำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

        นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และคณะ ได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำโดยสถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสาคร กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาครได้มีการประสานในการรับซื้อปลาหมอคางดำสำหรับผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพคุณภาพสูง (สูตรไนโตรเจนสูง) จำนวน 4,000 ลิตร โดยได้แจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ กลุ่มหมอดินอาสา กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชผัก ฝรั่ง ลำไย มะพร้าวน้ำหอม และพลู คิดเป็นพื้นที่ได้รับประโยชน์รวมกว่า 533 ไร่ อีกด้วย

        "กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งเสนอปัญหาดังกล่าวเข้าเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน เจ้าหน้าที่ของภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่าง ๆ ด้านประมง ร่วมเป็นคณะกรรมการในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือการประกาศเขตภัยพิบัติ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และสำหรับผู้ใดที่ฝ่าฝืนทำการเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ จะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 144 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ..2558 ตามประกาศกรมประมง เรื่อง ประชาสัมพันธ์ห้ามเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากนำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

นับถอยหลังเตรียมตะลุยชมแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติระดับสากล องค์การสวนสัตว์ฯเตรียมเปิด2โซนนำร่องให้เข้าชมปลายปี 69

 ใกล้เข้ามาแล้ว...โฉมใหม่สวนสัตว์คนไทยแห่งใหม่แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติระดับสากล

องค์การสวนสัตว์ฯเตรียมเปิด2โซนนำร่องให้เข้าชมปลายปี 69

 องค์การสวนสัตว์ฯ จัดโครงการ“สื่อสารสวนสัตว์สร้างสรรค์ : เที่ยวสวนสัตว์ไทยไปด้วยกัน” พร้อมนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมความคืบหน้าการก่อสร้าง “สวนสัตว์แห่งใหม่”เฟส 1  เผยความก้าวหน้าเตรียมเปิดเข้าชมนำร่องโซนสวนสาธารณะขนาด 30 ไร่ และอาคารเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 10 ปลายปี 69 และพื้นที่จัดแสดงสัตว์โซนแอฟริกา  โซนเอเชียในปี 68 

     


           นายอรรถพร   ศรีเหรัญ   ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์    กล่าวว่า  เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลโครงการสวนสัตว์แห่งใหม่ระยะที่ 1 คลองหก    เมื่อวันที่ 19 กรกฏาคม  2567ผ่านมา   องค์การสวนสัตว์ฯได้จัดประชุมประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ เฟส 1  ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  อำเภอธัญบุรี  จังหวัดปทุมธานี  เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและลดผลกระทบจากโครงการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่แก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่โครงการ ,กลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ 4 อำเภอตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  อีกทั้งได้จัดกิจกรรม “สื่อสารสวนสัตว์สร้างสรรค์ : เที่ยวสวนสัตว์ไทยไปด้วยกัน”  โดยได้นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความคืบหน้าก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ ระยะที่ 1 บริเวณคลองหก จ.ปทุมธานี 

            นายอรรถพร   ศรีเหรัญ   ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์    เปิดเผยความคืบหน้าในการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่คลอง 6 บนพื้นที่พระราชทาน 300 ไร่ในขณะนี้ว่า    การก่อสร้างมีความก้าวหน้าตามลำดับ    โดยเฟสแรกคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้อนุมัติวงเงินในการก่อสร้างจำนวน 5,314 ล้านกำหนดระยะเวลาก่อสร้างไว้ 900 วัน    ขณะนี้สามารถเบิกจ่ายได้แล้วประมาณ 1,500 ล้านบาท   ส่วนการเปิดให้บริการให้ประชาชนเข้าชมในเฟสแรกเบื้องต้นกำหนดให้เข้าชมได้ช่วงต้นปี 2569   แต่เนื่องจากเกิดปัญหาการเบิกงบประมาณล่าช้าและประสบปัญหาฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาลส่งผลกระทบน้ำท่วมขังบริเวณก่อสร้าง  ทำให้การก่อสร้างล่าช้าจากเดิมเลยอาจต้องขยายการเปิดให้บริการเช้าชมเฟสแรกออกไปเป็นปลายปี  2569   โดยวางแผนให้เข้าชมนำร่องฟรีในระยะแรก  2 โซน คือ สวนสาธารณะขนาด 30 ไร่ และอาคารเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 10 และในปี 2568  วางแผนให้เข้าชมพื้นที่จัดแสดงสัตว์โซนแอฟริกา  โซนเอเชียตามลำดับ โดยในช่วงแรกเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีก่อน  

   “อยากให้คนไทยมีความภาคภูมิใจในสวนสัตว์ใหม่ที่กำลังสร้างบนแผ่นดินพระราชทานซึ่งมีอาณาจักรกว้างขวางกว่า  300ไร่กำลังจะเกิดขึ้น   เป็นสวนสัตว์ที่ได้รับการยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติระดับสากลและเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ล่าสุดของไทยที่นักท่องเที่ยวจะได้เข้าชมธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนมีสัตว์หลายชนิดที่ไม่เคยเห็นในเมืองไทย คนไทยก็จะได้เห็น    โดยเราจะมอบประสบการณ์ในการดูสัตว์แบบใหม่  เหมือนได้เข้าไปในพื้นที่ถิ่นที่อยู่เดียวกับสัตว์จริงๆและจะยกระดับเป็นศูนย์กลางเรียนรู้เชิงนิเวศน์ย่านปทุมธานีที่นอกจากได้เรียนรู้เรืองสัตว์แล้วยังได้เรียนรู้ระบบนิเวศน์ของแต่ละถิ่นที่อยู่ของสัตว์ต่างๆรวมไปถึงแหล่งเรียนรู้อื่นๆที่ผู้ชมได้สัมผัสธรรมชาติและสัตว์อย่างใกล้ชิด   โดยช่วงแรกเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีก่อน  ส่วนการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบมั่นใจว่าสามารถเปิดบริการได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2571 เป็นต้นไป    คาดมีประชาชนเข้าชม 1.2 ล้านคนต่อปี   ทำรายได้ 5 พันล้าน/ปี จากตั๋วเข้าชมและร้านค้าโดยรอบ”  ผอ.องค์การสวนสัตว์ฯ กล่าวย้ำ

   


สำหรับสวนสัตว์แห่งใหม่    ได้ก่อสร้างบนแผ่นดินพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานโฉนดที่ดินที่คลอง 6 ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จำนวน 300 ไร่ เพื่อทดแทนสวนสัตว์ดุสิตที่มีขนาดแค่ 118 ไร่    เพื่อให้สัตว์มีพื้นที่อยู่อย่างกว้างขวาง ไม่แออัด และเป็นแหล่งเรียนรู้สัตว์ป่าในระดับสากล เป็นห้องเรียนธรรมชาติ ศูนย์เรียนรู้แห่งใหม่ของไทย ภายใต้แนวคิด “ชุบชีวิตทุ่งน้ำ” เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร  แบ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่ออกเป็น 6 ส่วน ได้แก่1.พื้นที่จัดแสดงสัตว์โซนแอฟริกา  โซนเอเชีย  โซนออสเตรเลีย  โซนอเมริกาใต้  โซนสวนสัตว์เด็กและนิทรรศการ 171 ไร่ 2.พื้นที่ป้องกันน้ำท่วมและถนน 42 ไร่  3.พื้นที่ส่วนบริหารและวิจัย 33 ไร่  4.พื้นที่สวนเฉลิมพระเกียรติ 21 ไร่5.พื้นที่ส่วนกลางและเชิงพาณิชย์ 18 ไร่ 6. พื้นที่จอดรถ 15 ไร่   โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติวงเงินในการก่อสร้าง 10,974 ล้านบาทมี   โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 – 2570  โดยแบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ระยะ  ระยะที่ 1 มีมูลค่าการก่อสร้าง 5,383.82 ล้านบาท และระยะที่ 2 มีมูลค่าก่อสร้าง 4,340.16 ล้านบาท  คาดว่าจะเปิดให้บริการระยะแรก ในปี พ.ศ. 2569 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2571 เป็นต้นไป

           ปัจจุบันองค์การสวนสัตว์ฯ  สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  มีภารกิจหลักคือ การอนุรักษ์และขยายพันธุ์การให้การศึกษา และการจัดสวนสัตว์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป  ซึ่งปัจจุบันมีสวนสัตว์อยู่ในความดูแล 6 แห่ง และ 2 โครงการ คือ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว     สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์อุบลราชธานี  สวนสัตว์ขอนแก่น โครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์ และโครงการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ จังหวัดปทุมธานี

 




  ทั้งนี้    ตามแผนวิสาหกิจ พ.ศ. 2565 – 2569 องค์การสวนสัตว์ฯ ยุทธศาสตร์ที่ 4 กำหนดให้มีการพัฒนาธุรกิจสวนสัตว์ให้ทันสมัย (Smart Zoo) สร้างรายได้เพื่อความยั่งยืนขององค์กร  โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ทางธุรกิจและสร้างความแข็งแกร่ง กับพันธมิตรสู่การเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน   โดยนำอัตลักษณ์ของสวนสัตว์ในสังกัดมาจัดกิจกรรมทางการตลาด การสื่อสารประชาสัมพันธ์รวมทั้งการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ  รวมทั้งให้ความสำคัญในการสร้างการรับรู้ด้านความคืบหน้าของการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ จังหวัดปทุมธานีและสวนสัตว์อยู่ในความดูแล 6 แห่ง และ 2 โครงการให้ประชาชนได้รับทราบอย่างกว้างขวาง

      


กระตุ้นการท่องเที่ยวชลบุรี ผ่านงานมหกรรมเจรจาธุรกิจ สุดยิ่งใหญ่ Chonburi Travel Mart 2024

 

 

ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน  

กระตุ้นการท่องเที่ยวชลบุรี  ผ่านงานมหกรรมเจรจาธุรกิจ 

สุดยิ่งใหญ่ Chonburi Travel Mart 2024  

โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมเต็มพิกัด  หวังกระตุ้นรายได้ด้านการท่องเที่ยวกว่าพันล้าน 



   ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี  ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี,        เมืองพัทยา สมาคมแหล่งท่องเที่ยวชลบุรี สมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี และภาคีเครือข่ายทางการท่องเที่ยว ร่วมจัดงานส่งเสริมการขายและเจรจาธุรกิจรูปแบบ Business to Business (B2B) ภายใต้ชื่องาน Chonburi Travel Mart 2024 ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 เวลา 13.30 – 20.00 ณ โรงแรม The Zign Pattaya โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่เจรจาธุรกิจทางการท่องเที่ยวขนาดใหญ่   ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวชั้นนำของจังหวัดชลบุรี  และบริษัทนำเที่ยวประเภท Inbound และ Domestic และนิคมโรงงาน เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของชลบุรี  และกระตุ้นการจัดประชุมสัมมนา และเข้าถึงทุกกลุ่มการท่องเที่ยว เช่น      กลุ่มครอบครัว  กลุ่มธุรกิจออนไลน์ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอข้อมูลปัจจุบันต่อกัน  และสามารถสร้างสรรค์โปรแกรมการเดินทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เห็นถึงภาพลักษณ์ใหม่ และมุมมองใหม่ๆ ของพื้นที่ ให้รับรู้ถึงศักยภาพของชลบุรี ซึ่งพร้อมรับทุกกลุ่มตลาด 

 



    สำหรับการจัดงานส่งเสริมการขายและเจรจาธุรกิจ Chonburi Travel Mart 2024  ต่อยอดกิจกรรมมาจาก งาน Pattaya Travel Mart ซึ่งจัดต่อเนื่องมาทุกปี และมีสถิติผู้สนใจเข้าร่วมมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ได้รับความสนใจมากขึ้น การจัดงานในครั้งนี้ได้นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีซึ่งครอบคลุมทั้งจังหวัด ไม่เพียงแค่เมืองพัทยาเท่านั้น  

      ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีเข้าร่วมงานในฐานะผู้ขายจำนวนกว่า  130 หน่วยงาน และบริษัทนำเที่ยวประเภท Inbound และ Domestic จาก 7 สมาคมยักษ์ด้านการท่องเที่ยว FETTA และบริษัทนำเที่ยวจากต่างประเทศเข้าร่วมงานในฐานะผู้ซื้อ จำนวนกว่า 200  หน่วยงาน    ทั้งนี้รวมถึง บริษัทนำเที่ยว จากประเทศจีน อินเดีย  กัมพูชา ลาว เวียดนาม  จึงนับว่า เป็นสนามเจรจาธุรกิจ ที่ได้รับความสนใจสูงสุดอีกงานหนึ่งในระดับประเทศ 


     นายธวัชชัย  ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่าจังหวัดชลบุรี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการส่งเสริมและร่วมกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัดมาโดยตลอด และหวังอย่างยิ่งว่า การจัดมหกรรมการท่องเที่ยวชลบุรี ทราเวล มาร์ท จะเป็นพื้นที่สำคัญในการต่อยอดธุรกิจ ในขับเคลื่อนได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งวันธรรมดาและทุกช่วงฤดูการสำคัญ ทั้งนี้ ทางภาครัฐ และเอกชนในพื้นที่ จึงได้บูรณาการร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับธุรกิจท่องเที่ยวและนักเดินทาง ได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูลปัจจุบันต่างๆ รวมถึงสัมผัสมุมมองและภาพลักษณ์ดีๆ ที่ทางชลบุรีได้รวบรวมมานำเสนอในงานนี้ อย่างเต็มรูปแบบ 

      นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ในฐานะหน่วยงานรัฐ ที่ทำงานเชิงบูรณาการกับภาคีเครือข่ายทางการท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีมาโดยตลอด ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับภาคเอกชน เพื่อร่วมฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งทาง อบจ.ชลบุรี ได้สนับสนุนกิจกรรมด้วยความแข็งขัน และต่อเนื่อง พร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการด้วยความจริงใจและจะผลักดันกิจกรรมต่อเนื่องต่อไป 

     นายกฤษณะ วงศ์สวัสดิ์  รองนายกเมืองพัทยา กล่าวว่า จังหวัดชลบุรี และเมืองพัทยา ได้ชื่อว่ามีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทุกวัย เนื่องจากมีความพร้อมของสินค้าทางการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งด้านโรงแรมที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก สำคัญกว่าสิ่งใดคือ มาตรฐานการบริการที่เป็นมืออาชีพของผู้ประกอบการ  ที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มีความประทับใจ ตลอดทั้งการเดินทางที่สะดวกสบาย  นับว่าเป็นจุดแข็งที่เรามั่นใจ 

ทั้งนี้ งาน Chonburi Travel Mart ได้ต่อยอดกิจกรรมมาจาก Pattaya Travel Mart        ซึ่งเป็นการนัดหมายเจรจาธุรกิจครั้งสำคัญในรอบปี ที่ผู้ประกอบการและบริษัททัวร์ต่าง ๆ ตบเท้า     เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากขึ้นตามลำดับ คาดว่าสามารถนำเสนอให้กับบริษัททัวร์ทุกตลาด        ร่วมสร้างโปรแกรมที่น่าสนใจและนำเสนอมุมมองดีๆที่มีมากมายในพื้นที่ ออกสู่สายตาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้   และคาดว่าจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เป็นมหภาคในช่วงท่องเที่ยวปลายปี,ส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาเพื่อเสริมรายได้วันธรรมดา   ตลอดทั้ง สร้างเม็ดเงินสะพัดให้แก่ประเทศโดยรวมมากกว่าพันล้านบาท  ” 


เกษตรฯ ร่วมมือภาคีเครือข่าย มุ่งเป้าลดโลกร้อน ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ย่อยสลายฟางข้าว

 


        ปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวในประเทศไทยโดยเฉลี่ยมีประมาณ 65 ล้านไร่ คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งประเทศ ในแต่ละรอบการผลิตจะมีฟางข้าวเฉลี่ยประมาณปีละ 25.45 ล้านตัน และมีปริมาณตอซังข้าวที่ตกค้างอยู่ในนาข้าว 16.9 ล้านตันต่อปี ดังนั้นจึงนับได้ว่ามีปริมาณฟางข้าวและตอซังข้าวมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับตอซังพืชชนิดอื่น 


มองปัญหา ทำความเข้าใจ

              นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ จะมีปริมาณฟางข้าวและตอซัง โดยเฉลี่ยปีละ 650 กิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการ
ฟางข้าวและตอซัง เพื่อเป็นทางเลือกในการเพิ่มรายได้และผลผลิตทางการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจเผาฟางข้าวและตอซัง เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูกพืชหมุนเวียนต่าง ๆ จนทำให้ฟางถูกเผาทิ้ง
อย่างน่าเสียดาย การเผาฟางนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นมลภาวะและก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก


ขับเคลื่อนนโยบาย 3
R

กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขับเคลื่อนนโยบาย 3 R หรือ 3 เปลี่ยน ตามนโยบายรัฐบาลเป็นแนวทาง
เพื่อลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยเป้าหมายสำคัญคือทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้เข้าใจ
ถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่เผา และส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุทางการเกษตร
สำหรับตอซังข้าวและฟางข้าวเป็นวัสดุที่ย่อยสลายง่าย จึงมีหลายภาคส่วนร่วมกันหานวัตกรรมใหม่ มาช่วย
ในการย่อยสลาย และต้องปลอดภัยทั้งเกษตรกร ปลอดภัยต่อพืช ไม่มีสารตกค้างต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยปกติแล้วฟางข้าวมีปริมาณธาตุอาหารหลักของพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เฉลี่ย
0.51 0.14 และ 1.55 เปอร์เซ็นต์ มีปริมาณธาตุอาหารรองของพืชได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์ เฉลี่ย 0.47 0.25 และ 0.17 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุจะปรับเพิ่มปริมาณธาตุอาหารในดินเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ประหยัดต้นทุนการซื้อปุ๋ย เป็นวงจรการปรับปรุงบำรุงดิน


สร้างแนวร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน

              สำหรับการขับเคลื่อนการศึกษาทดสอบเทคโนโลยีชีวภาพ จังหวัดปทุมธานี นับเป็นต้นแบบในการบูรณาการจัดการปัญหาได้ โดยร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) คิดค้น
และพัฒนากลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายตอซังและฟางข้าว คิดค้นถังบ่มเพาะหัวเชื้อ
กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายตอซังและฟางข้าว โดยมีภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการขยายจุลินทรีย์ให้เกษตรกรสามารถผลิตขยายจุลินทรีย์ใช้ในชุมชนได้ สำหรับสำนักงานเกษตรจังหวัด มีส่วนสนับสนุนในการให้ความรู้เกษตรกร และในเดือนตุลาคม 2567 เป็นต้นไป จะขยายนำร่องใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี ชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี เกษตรกร 2,400 คน พื้นที่รวม 59,000 ไร่


ดึงนโยบาย สู่การใช้จริง

              สำหรับจุลินทรีย์ชนิดนี้ สามารถใช้ได้ทุกพื้นที่ ตามความสะดวกและทรัพยากรที่มีอยู่ในมือของเกษตรกร เช่น ใช้โดรนในการฉีดพ่น ใช้ถังฉีดพ่น หรือละลายน้ำและขังน้ำไว้ เพียง 7 วัน จุลินทรีย์ชนิดนี้จะทำให้ตอซัง
และฟางข้าว มีความนุ่ม เปื่อยยุ่ย ไม่ติดล้อรถที่มาตีนาในขั้นตอนการเตรียมดิน ลักษณะของน้ำในแปลงนาที่หมักด้วยจุลินทรีย์ จะมีสีฟางข้าว ไม่มีกลิ่นเหม็น โดยรวมใช้เวลาน้อยกว่าการขังน้ำโดยไม่มีการเติมจุลินทรีย์ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเริ่มการทำนาได้เร็วขึ้น

ผลขับเคลื่อน

จากการวิจัยและทดลองในพื้นที่ พบว่า ปริมาณการใช้ปุ๋ย ลดลงเกือบ 1 เท่าตัว จากเดิมธาตุอาหาร
ที่เกษตรกรต้องใส่เฉลี่ย
650 กิโลกรัมต่อไร่ คำนวนจากการใช้ไนโตรเจน 6.9 ฟอสฟอรัส 0.8 โพแทสเซียม 15.6 และหลังจากการอัดฟางใช้จุลินทรีย์ย่อยสลาย พบว่า คิดเป็น 275 กิโลกรัมต่อไร่ คำนวณจากการใช้ไนโตรเจน 2.92 ฟอสฟอรัส 0.34 โพแทสเซียม 6.6 เป็นต้น นอกจากจะช่วยให้โครงสร้างดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีธาตุอาหารในดินเพิ่มมากขึ้น การไม่สร้างมลพิษทางอากาศให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้จังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นชุมชนเมือง มีอากาศที่สะอาด ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากมีการเผาฟางและตอซัง ส่งผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงแปลงเกษตรกรข้างเคียงได้



ทางรอดที่ยั่งยืน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเผา จะต้องใช้เทคโนโลยีและผลการวิจัย ศึกษา ทดสอบ และเห็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงของการทดสอบ 3 R Model จังหวัดปทุมธานี จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจะสร้างจุดเปลี่ยนส่งเสริมการใช้นวัตกรรม ขยายผลความสำเร็จที่เกิดขึ้นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ สร้างอากาศสะอาด สู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด 3 เปลี่ยน ตามแนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพีรพันธ์ กล่าว

............................

 

 

โครงการประกวดการทำอาหาร Street Food สร้างอาชีพ กรมคุมประพฤติระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ผลักดัน Street Food สร้างอาชีพ

จุดแข็งแห่งโอกาส สร้างรายได้ผู้ประกอบการด้านอาหารมืออาชีพ


พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิด "โครงการประกวดการทำอาหาร Street Food สร้างอาชีพ กรมคุมประพฤติระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567" โดยมี นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ผู้บริหารกรมคุมประพฤติ อาสาสมัครคุมประพฤติ ภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนผู้สนับสนุนโครงการ ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติและผู้ที่อยู่ในความดูแลในพื้นที่ กรุงเทพมหานครและสำนักงานคุมประพฤติที่เป็นตัวแทนจากทุกเขต เข้าร่วมงาน  บริเวณชั้น GAvenue ZONE A ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ กรุงเทพ


สำหรับ ความสำเร็จของโครงการประกวดการทำอาหาร Street Food สร้างอาชีพ กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ต่อยอดเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ที่เข้าร่วมโครงการประสบความสำเร็จสามารถต่อยอดเป็นผู้ประกอบการด้านอาหารมืออาชีพในหลากหลายเส้นทาง สร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้รวมถึงได้ส่งต่อความรู้ด้านอาหารในการเป็นวิทยากรและสอนการทำอาหารให้กับผู้อื่นทั้งผู้ที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงาน ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ดีที่กระทรวงยุติธรรม โดย กรมคุมประพฤติ ได้นำมาเป็นหลักสูตรสำคัญ เพื่อแก้ไขฟื้นฟูผู้ที่อยู่ในความดูแลโดยมุ่งหวังให้มีอาชีพด้านการทำอาหารซึ่งนับเป็นอาชีพพื้นฐานที่เข้าถึงได้ง่าย มีการงานที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง สร้างคุณค่า สร้างประโยชน์ให้กับตนเองและสร้างสรรค์สังคม  โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งจากอาสาสมัครคุมประพฤติที่เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงที่ให้คำแนะนำและสนับสนุนกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ตั้งแต่การประกวดในระดับสำนักงานคุมประพฤติระดับเขต จนมาถึงการประกวดชิงแชมป์ในระดับประเทศ นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เห็นถึงความพร้อมในการให้โอกาสคือภาครัฐและภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการ ไม่ว่าจะเป็น สมาคมเดอะเชฟประเทศไทย ซึ่งเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้อบรมพัฒนาทักษะในการประกอบอาหารให้กับผู้เข้าแข่งขันทุกระดับ  และ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ แห่งนี้ ซึ่งเอื้อเฟื้อสถานที่ในการจัดการประกวดระดับประเทศ โดยเป็นสถานที่ที่พร้อมให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักโครงการ Street Food สร้างอาชีพ รวมถึงเมนูอาหารพร้อมทานของประเทศไทยที่มีชื่อเสียง  และ น้ำดื่มสิงห์ที่ให้การสนับสนุนของรางวัลรถเข็นประกอบการอาหารสำหรับผู้ที่ชนะเลิศอาหารทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน ซึ่งสามารถนำไปทำมาค้าขายต่อยอดอาชีพต่อไปได้ ยังไม่นับรวมถึงภาครัฐ เอกชน ในจังหวัดต่างๆที่ได้ให้การสนับสนุนการประกวดในระดับสำนักงานคุมประพฤติและระดับเขต กระทรวงยุติธรรมและกรมคุมประพฤติต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง





"การประกวดการทำอาหาร Street Food สร้างอาชีพ  ซีซั่น3 ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่จะแสดงให้สังคมได้เห็นถึงศักยภาพทางด้านการทำอาหารที่สามารถต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการด้านอาหารอย่างมืออาชีพ รวมถึงได้ค้นพบความสามารถในตนเอง สู่การสร้างอาชีพและสร้างรายได้ด้วย

Street Food สามารถแสดงศักยภาพที่มีอยู่ให้สังคมได้รับรู้นำไปสู่การยอมรับและโอกาสทางสังคมทั้งเป็นกำลังสำคัญ เป็นพลังแห่ง SOFT POWER ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป"  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าว

เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การร...