Powered By Blogger

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568

มรภ.สวนสุนันทา จัดใหญ่ โชว์ “ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสังคม SIDUP-Isan” นวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน พาไทยก้าวข้ามขีดจำกัดงานวิจัย




สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มรภ.สวนสุนันทา) จัดงาน “การแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสังคม SIDUP-Isanและเวทีเสวนา “นวัตกรรมสุขภาพและสิ่งแวดล้อมสู่อนาคตยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2568 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 P1–2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล อุดรธานี โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า สกสว. มีความเชื่อมั่น และมองเห็นความโดดเด่นในผลงานวิจัยต่างๆของ มรภ.สวนสุนันทา และเห็นควรให้การสนับสนุนในครั้งนี้เนื่องจากทาง สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สวนสุนันทา มีกระบวนการดำเนินงานให้เห็นได้ชัดเจนว่าสามารถดำเนินการบริหารจัดการงานวิจัยอย่างมืออาชีพ ตลอดกระบวนการ โดยจากข้อมูลที่มีตั้งแต่ต้นเห็นได้ว่า  1. มรภ.สวนสุนันทา สามารถที่จะบริหารงานวิจัย และปิดโครงการได้ตามเวลาที่กำหนด 2. การจัดงานครั้งนี้ก็ทำให้เห็นชัดเจนว่าทาง มรภ.สวนสุนันทา สามารถนำงานวิจัยส่วนหนึ่งที่นักวิจัยได้ดำเนินการจนจบกระบวนการและต่อเนื่องมาสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ มรภ.สวนสุนันทา เป็นสถาบันที่มีจุดมุ่งหมายสู่การพัฒนาของชุมชน ซึ่งตรงนี้ก็เห็นได้ว่ามีการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่กระบวนการทำงานวิจัยจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งท้ายสุดผลประโยชน์คงอยู่ที่ตัวชุมชนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ทำให้แหล่งทุนจากNIAและ สกสว. ค่อนข้างมั่นใจว่า มรภ.สวนสุนันทา สามารถที่จะขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในชุมชนได้อย่างแท้จริง

ในส่วนของพื้นที่โครงการนั้นจริงๆ ก็ไม่ใช่เฉพาะที่จังหวัดอุดรธานี เพียงแห่งเดียว เพราะเท่าที่ทราบมาทาง มรภ.สวนสุนันทา ได้มีพื้นที่ในการให้บริการวิชาการอยู่ 5จังหวัด และในทุกจังหวัดก็จะสามารถที่จะดำเนินการต่อได้ และฝั่งของกองทุนวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เรายังคงต้องมีการสนับสนุนในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนแล้วผลักดันไปสู่การใช้ประโยชน์ หลังจากที่มีการใช้ประโยชน์แล้ว รายได้ที่ได้จาการใช้ประโยชน์สามารถที่จะรีเทิร์นกลับมาสู่เรื่องของงานวิจัยของทางมหาวิทยาลัยต่อ ซึ่งตรงนี้เป็นโมเดลที่จะใช้ในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ไปสู่การรีเทิร์นงานวิจัยกลับมาเป็นเงินทุนสำหรับการทำงานวิจัยต่อๆไปในอนาคตได้อีกด้วย

      รศ.ดร.รจนา จันทราสา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนา มรภ.สวนสุนันทา  กล่าวว่า ในส่วนของ มรภ.สวนสุนันทา เรามียุทธศาสตร์งานวิจัย ยุทธศาสตร์ที่ 2 ในเรื่องของการพัฒนางานวิจัย และสร้างผลงานนวัตรกรรมอย่างยั่งยืนเพื่อรับใช้สังคม มรภ.สวนสุนันทา  เราได้ปักหมุดหมายในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนโดยนำกรอบการวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ เข้ามาผนวกกับการทำงานของมหาวิทยาลัย โดยการที่เราเลือกจังหวัดอุดรธานีเป็นหมุดหมายสำคัญในเรื่องของการพัฒนางานวิจัย และนวัตรกรรม โดยนำอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้ามาพัฒนาในส่วนของงานวิจัยนี้จนทำให้เกิดการยอมรับในชุมชน พื้นที่ใกล้เคียงแล้วเกิดนำไปใช้ประโยชน์ โดยงบประมาณที่ มรภ.สวนสุนันทา ได้รับการสนับสนุนในครั้งนี้ก็ได้รับจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)โดยนำงบประมาณที่ได้มาใช้ในการพัฒนาให้เกิดผลงานวิจัยอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่นผลงานที่นำมาจัดแสดงในงานนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้งานวิจัยที่มีความโดดเด่นของ มรภ.สวนสุนันทา ที่เป็นผลผลิตจากภาคการเกษตร ยกตัวอย่าง งานวิจัยแผนการยกระดับผลิตภัณฑ์จากต้นคล้า ที่เราได้นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปเป็นกระดาษ จากเศษคล้าซึ่งเป็นของเหลือ โดยนำส่วนของต้นคล้ามาต้มเป็นเยื่อแล้วแปรรูปเส้นใยผสมกับฝ้ายทอเป็นผืนผ้าจากนั้นนำมาตัดเย็บขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ อีกทั้งยังนำเหง้าของต้นคล้าที่มีสรรพคุณทางยามาทำเป็นเครื่องปรุงประกอบอาหารรับประทานได้

ในส่วนของพื้นที่โครงการในแต่ละจุดนั้น นอกจากการเป็นศูนย์การเรียนรู้ของ มรภ.สวนสุนันทา แล้วยังปรับภูมิทัศน์และตกแต่งให้เกิดความสวยงามน่าสนใจเพื่อเป็นจุดเช็คอินในเรื่องของการท่องเที่ยวอีกด้วย โดยผู้ที่มาเที่ยวชมจะมีโอกาสเรียนรู้แลกเปลี่ยนกับชุมชนในเรื่องของกระบวนการแปรรูปสินค้า การทำผลิตภัณฑ์จักสานจากต้นคล้า มีจุดถ่ายภาพเช็คอินที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์พื้นถิ่น พร้อมทั้งได้เลือกซื้อสินค้าของที่ระลึกจากงานวิจัยช่วยสร้างรายได้แก่ชุมชน ซึ่งในขั้นตอนทำงานวิจัยเหล่านี้จะเห็นได้ว่า ทั้งเกษตรกร และชาวบ้านในชุมชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ และสร้างมูลค่าได้จริง เพราะเรามีรูปแบบและโมเดลในการบริหารจัดการ โดยทางชุมชนเป็นผู้บอกโจทย์ในเรื่องของปัญหาและความต้องการให้ มรภ.สวนสุนันทา ใช้เป็นตัวนำหลักในการดำเนินงาน จากนั้นค่อยให้ความรู้ชุมชนในเรื่องของระบบบริหารจัดการ โดยนักวิจัยทำงานคู่กับชุมชนโดยใช้ความรู้ความสารมารถ และใช้วิชาชีพเฉพาะทางด้านวิชาการเพื่อร่วมกันดูแล ส่งเสริมอัตลักษณ์และเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตยั่งยืนต่อไป

นายคุณาวุฒิ บุญญานพคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมรายพื้นที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สำหรับผลงาน มรภ.สวนสุนันทา ที่ได้นำมาแสดงในงานก็มีหลายๆ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการต่อยอดไปทำธุรกิจที่อาจจะได้ประโยชน์ทั้งชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม หลายๆผลิตภัณฑ์ที่ได้นำมาเสนอในวันนี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มด้านอาหาร กลุ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกลุ่มที่ใช้ในเรื่องโอไอทีมาช่วยในเรื่องของกระบวนการผลิตต่างๆ คิดว่ามันน่าจะต่อยอดและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกร ชุมชน ในจังหวัดอุดรธานี หรือจังหวัดภาคอีสานตอนบนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหนองบัวลำภู เลย บึงกาฬ และหนองคาย ทั้ง 5 จังหวัดนี้ทางสำนักงานนวัตรกรรมแห่งชาติ ก็คิดว่าจะต่อยอดผลงานของ มรภ.สวนสุนันทา เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด

ผศ.ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สวนสุนันทา  กล่าวว่า จุดเด่นของงานครั้งนี้ คือ นวัตกรรม  หรือ สิ่งใหม่ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่สะท้อนศักยภาพของมรภ.สวนสุนันทา ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างแท้จริง อาทิ เวทีเสวนา SID-Talks การนำเสนอผลงานนวัตกรรมเพื่อสังคมจากนักวิจัยชั้นนำ นิทรรศการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจำนวน 24 ผลงาน การสาธิตผลงานนวัตกรรมพร้อมใช้ ร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยและวิสาหกิจชุมชนรวมกว่า 17 ร้านค้า รวมถึงกิจกรรม Workshop จากนักวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนในโครงการ SIDUP-Isan ทั้งในหมวดอาหาร อาทิ เจลลี่ดริ้งรสก๋วยเตี๋ยวสำหรับผู้ป่วย หมึกกรุบแปรรูปกระเจี๊ยบรสชาติดีฯลฯ หรือ หมวดที่เกี่ยวกับภาคการเกษตรที่น่าสนใจ อาทิตู้ควบคุมระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่สามารถควบคุมทรัพยากรในพื้นที่แปลงเกษตร หรือ ฟาร์มในระบบ รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับพืชผลทางการเกษตรเพื่อความมั่นใจถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และราคา โดยสามารถพูดคุยกับนักวิจัยเกี่ยวกับข้อข้องใจหรือแนวทางต่างๆได้ เพราะทุกวันนี้งานวิจัยสามารถสร้างโอกาส ตลอดจนสร้างเสริมและต่อยอดเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้จริง ถ้าอยากรู้เพิ่มเติมว่าเป็นอย่างไรสามารถติดตามได้ที่ เพจเฟสบุค ของ สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สวนสุนันทา ทางเว็บไซต์ https://ird.ssru.ac.th/  หรือ ทางเพจสถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สวนสุนันทา   ซึ่งมีการรวบรวมทั้งผลงานที่ผ่านมา และผลงานใหม่ล่าสุดไว้มากมายครับ

ผศ.ณยศ กุลพานิช รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและเผยแพร่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สวนสุนันทา  ในส่วนของการจัดการแสดงผลงานวิจัย SIDUP-Isan ที่ดำเนินงานเพื่อการนำเสนอผลงานนวัตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมทางสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลักๆ แล้วผลงานของเราเป็นการรวบรวมนวัตกรรมพื้นถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยเรามุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต การพัฒนาชุมชน การพัฒนาสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยมีสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เป็นหน่วยงานหลักที่สนับสนุนให้โครงการนี้แล้วเสร็จและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างดี

                 

ผศ.ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานในครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน ตลอดจนผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรของสถาบันวิจัยและพัฒนา รวมถึงศูนย์การศึกษา มรภ.สวนสุนันทา จังหวัดอุดรธานี ซึ่งร่วมแรงร่วมใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนสะท้อนพันธกิจของมรภ.สวนสุนันทาในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นที่มุ่งสู่ความยั่งยืน สอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้แก่ เป้าหมายที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ เป้าหมายที่ 9 นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน และเป้าหมายที่ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 


              



                              




วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ปลุกพลังเครือข่ายนิสิตเก่า รับใช้ประชาชน​ สานต่อเกียรติภูมิจุฬาฯ​



 นายก สนจ. ป้ายแดง ชูวิสัยทัศน์ "Center of Connections"

ผนึกพลังสร้างประวัติศาสตร์สีชมพู ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกสู่หลักแสน

ตอกย้ำ “เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน”


กรุงเทพฯ – ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นิสิตเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ (CU2529) ในฐานะนายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) คนที่ 34 เปิดเผยวิสัยทัศน์และกลยุทธ์บริหาร สนจ. วาระปี 2568-2570 ปลุกพลังเครือข่ายนิสิตเก่า กลับมารับใช้ประชาชน​ สานต่อเกียรติภูมิจุฬาฯ​

      ดร.ณัฐพล รังสิตพล หรือ “นายกปั้น” กล่าวว่า “ในปี 2569 เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ สนจ. จะก้าวเข้าสู่ปีที่ 80 แห่งการสถาปนาสมาคมที่ก่อตั้งมาตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2489 เสมือน "ต้นจามจุรี" ที่มีอายุยืนยาวและยังแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปกว้างไกล เช่นเดียวกับชาวจุฬาฯ ที่มีอยู่ทั่วโลก เราจึงตั้งเป้าเชิงกลยุทธ์ให้ สนจ.ร่วมขับเคลื่อนและช่วยเหลือสังคมให้มากขึ้น โดยมุ่งเพิ่มจำนวนสมาชิกจากทุกสาขาอาชีพจาก 18,000 คน ให้ถึง 100,000 คน ภายใน 2 ปี เชื่อมโยงพี่น้องชาวจุฬาฯ ทั่วโลกกลับเข้ามาที่สมาคม ตอกย้ำวิสัยทัศน์ Center of Connections ภายใต้แนวคิด CU VALUE & MIND ประกอบด้วย CU VALUE สร้างคุณค่าจากการเชื่อมโยงเครือข่าย นิยามผ่านตัวอักษร 5 ตัว คือ V (Visionary) มองการณ์ไกล วางแผนสู่อนาคต 10-20 ปี, A (Alliance) มุ่งสร้างพันธมิตรและเครือข่ายใหม่, L (Legacy) สืบสานมรดกจุฬาฯ ต่อยอดประวัติศาสตร์ สนจ., U (Unity) มุ่งเชื่อมโยงชาวจุฬาฯ ทั่วไทย ทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียว, E (Empowerment) เสริมพลังให้สมาชิก สร้างอิมแพคเชิงบวกให้สังคมผ่านนวัตกรรมจุฬาฯ และ MIND มุ่งขับเคลื่อนด้วยการใช้หัว (Mindset) คิดเชิงระบบ ใช้เทคโนโลยี สามารถวัดผลเป็นตัวเลขได้ และใช้ใจ (Heartset) ใส่ใจสมาชิก และรับฟังทุกความเห็น เพื่อนำกลับมาปรับปรุงและพัฒนา พร้อมกันนี้ได้เตรียมกิจกรรมหลากหลายไว้รองรับสมาชิกใหม่ อาทิ Chula Market Pink แพลตฟอร์มในรูปแบบ Metaverse ที่รองรับสมาชิกได้หลักแสนคน ให้สามารถปฏิสัมพันธ์กันได้แบบไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ปลุกพลังรุ่น CU ตั้งแต่ CU2500 ถึง CU2564 เพื่อสร้างพลังเชื่อมโยงในระนาบรุ่นเดียวกัน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมรวมรุ่นทุกรุ่น และจะปรับปรุงฐานข้อมูลสมาชิกให้เชื่อมโยงหลายฐานข้อมูลเป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้น การเข้าร่วมกิจกรรม และการสมัครสมาชิกใหม่ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมรวมกลุ่ม Line Dance, Jazz Dance ไปจนถึงกิจกรรมออนไลน์สำหรับน้อง Gen Z และปรับกิจกรรมระดมทุนเข้าสมาคมรูปแบบใหม่ บริจาคออนไลน์ผ่าน QR Code ที่สะดวก โปร่งใส รับสิทธิประโยชน์ได้ตลอดปี ไม่ต้องรอบริจาคเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมเหมือนทุกปี”


นอกจากนี้ ดร.ณัฐพล ยังได้เชิญชวนให้นิสิตเก่าจุฬาฯ และคนไทยทั้งประเทศติดตามและร่วมกิจกรรมในงานปิยมหาราชานุสรณ์ 2568 ได้ทางเพจ CHULA ALUMNI โดยร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนจุฬาสงเคราะห์ ทุนอาหารกลางวัน และสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมของ สนจ. กันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2569 และเน้นย้ำว่าจุฬาฯ ทุกคนสามารถเป็น Connector ได้ “ความสำเร็จของเป้าหมาย 100,000 คน ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนายกสมาคมนิสิตเก่าคณะ/จังหวัด, ประธานชมรม, และตัวแทน CU แต่ละรุ่น "เมื่อเราได้ผนึกกำลังจนบรรลุเป้าหมาย 100,000 คน ที่นี่จะเป็น Center of Connection ที่ทรงพลัง ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยได้ในหลายมิติ ขอเชิญมาร่วมกันสร้างให้ จุฬาลงกรณ์ เป็นแรงบันดาลใจของแผ่นดิน” ดร.ณัฐพล กล่าวปิดท้าย

     ขอเชิญชาวจุฬาฯและผู้มีจิตศรัทธาร่วมน้อมสืบสานพระราชปณิธานแห่งพระปิยมหาราช พระผู้เป็นแรงบันดาลใจของแผ่นดิน ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนจุฬาสงเคราะห์ ทุนอาหารกลางวัน และสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมของ สนจ. ผ่านระบบออนไลนผ่าน QR Code โดยใช้แอพพลิเคชั่นธนาคารใดก็ได้ แล้วเลือกไปที่ “สแกนจ่าย“ ส่องที่คิวอาร์โค้ด หรือสำหรับท่านที่บันทึกภาพคิวอาร์นี้เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือแล้ว สามารถกดเลือกภาพคิวอาร์โค้ดนี้ขึ้นมาจากใน Library เพื่อเข้ามาที่หน้าทำรายการ E-Donation ของมูลนิธิสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ กรอกตัวเลขยอดเงินบริจาคได้ตามกำลังศรัทธา ตรวจสอบและกดยืนยัน ท่านจะได้รับสลิปเก็บไว้ที่ Library คลังภาพในโทรศัพท์ โดยไม่ต้องติดต่อขอรับใบเสร็จ ระบบจะนำส่งลดหย่อนภาษีให้ท่านอัตโนมัติ และสามารถตรวจสอบได้ในระบบ E-revenue ของกรมสรรพากรภายใน 1-2 วัน หลังทำรายการช่องทางการบริจาคเงินสมทบทุนเนื่องในงานปิยมหาราชานุสรณ์ 2568 ที่ลิงค์นี้ https://epayapp.rd.go.th/rd-edonation/portal/for-donor?lFrom=eFiling&uType=T


 

“ยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง”

   


" ธรรมนัส" ย้ำนโยบาย  ส่งต่อไปถึงผู้บริหารสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศ                                        “ยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง”


    ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการมอบนโยบายขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร โดยมี นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ สหกรณ์จังหวัด ผู้บริหารสหกรณ์ภาคการเกษตร และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ รวมจำนวน 1,000 คน เข้าร่วมรับฟังนโยบาย ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อีกทั้งได้ถ่ายทอดสัญญาณสด ผ่าน Facebook Live กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ทั่วประเทศได้รับชมอย่างพร้อมเพรียงกัน

     โอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาของเกษตรกรทั่วประเทศ พบว่าปัญหาของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่คือการมีรายได้ไม่มั่นคง ต้นทุนการผลิตสูง ขาดอำนาจต่อรองในตลาด และไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้อย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ผ่านการขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูง เราได้วางนโยบายชัดเจนที่จะ “ยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง” โดยเฉพาะการส่งเสริมให้สหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร ที่สามารถดูแลสมาชิกได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มต้นจากการจัดหาปัจจัยการผลิต การให้บริการเครื่องจักรกล การรวบรวมและแปรรูปผลผลิต การบริหารจัดการตลาด ไปจนถึงการให้บริการสินเชื่อและสวัสดิการสมาชิก


     ดังนั้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้เน้นย้ำนโยบายแก่ผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ทุกระดับ สหกรณ์จังหวัดทุกพื้นที่ ส่งต่อไปถึงผู้บริหารสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศ ต้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และยึดประโยชน์ของสมาชิกเป็นศูนย์กลาง มีการบริหารเชิงธุรกิจแบบมืออาชีพ เป็นองค์กรธุรกิจที่เชื่อมโยงตลาด สร้างมูลค่าเพิ่ม และให้บริการทางการเกษตรอย่างครบวงจร มีการพัฒนาและต่อยอดด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม รัฐบาลพร้อมผลักดันโครงการและงบประมาณต่าง ๆ เพื่อช่วยให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง สามารถเป็นที่พึ่งแก่เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างมั่นคง

     ทั้งนี้ ภายในงาน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้บริหารสหกรณ์ภาคการเกษตร ร่วมกิจกรรม “คนสหกรณ์ ดื่มนมสหกรณ์ เพื่อพี่น้องสหกรณ์โคนม” เพื่อเป็นการแสดงพลังความร่วมมือของคนในระบบสหกรณ์ที่จะร่วมสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยด้วยเครือข่ายสหกรณ์อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีความมั่นคงทางอาชีพ สร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์โคนมในทุกพื้นที่ และส่งเสริมให้คนไทยหันมาบริโภคนมโคนมไทยมากขึ้น

วันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

   ประชาชนแห่ร่วมงานน้อมรำลึกในหลวง ร.9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 



           ประชาชนแห่ร่วมงานน้อมรำลึกในหลวง ร.9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 อย่างล้นหลาม  พร้อมพร้อมใจกันนำภาพในความทรงจำที่มีทุกบ้าน มาร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรชาวไทย ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์



    โดยกิจกรรมเนื่องในวันนวมินทรมหาราช วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ธ ผู้ทรงเป็นแบบอย่างแห่ง “กษัตริย์นักพัฒนา” ผู้ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระปรีชาสามารถเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรชาวไทย ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมตลอดวันอย่างเนืองแน่น   

        พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า “วันที่ 13 ตุลาคม เป็นวันสำคัญแห่งการรำลึกถึงพระมหากษัตริย์

ผู้ทรงมีพระคุณอันใหญ่หลวงต่อแผ่นดิน พระราชกรณียกิจของพระองค์ เช่น ด้านการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษา สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข เป็นต้น พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทรงวางรากฐานแห่งความมั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศชาติ พระราชดำรัสและหลักคำสอนของพระองค์ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยน้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตตามภูมิสังคมของตนเอง”


       สำหรับกิจกรรมภายในงานเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. ด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 59 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากนั้นเวลา 15.52 น. ประชาชนผู้เข้าร่วมงานพร้อมใจกันนำภาพในความทรงจำที่มีทุกบ้าน มาร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา ด้วยการยืนสงบนิ่งและวางดอกไม้หน้าพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ขณะเดียวกันมีการบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ “แห่งความทรงจำ” โดยอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ และการขับร้องเพลงโดย คุณขวัญข้าว ธิดารินทร์ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความจงรักภักดี 

      นอกจากนี้ภายในงานยังจัดกิจกรรม “ขาดทุนคือกำไร” จำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 9 บาท รวมถึงเปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร พิพิธภัณฑ์ดินดล และนิทรรศการพิเศษ “รฦก ร.9 ในความทรงจำ” ซึ่งจัดแสดงภาพถ่ายและเรื่องราวพระราชกรณียกิจในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร สะท้อนพระวิริยะอุตสาหะและพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมรำลึก เรียนรู้ และน้อมนำแนวพระราชดำริ “ศาสตร์พระราชา” ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 


    “วันนวมินทรมหาราช” ตรงกับวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็นวันครบรอบการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี เป็นวันที่คนไทยทั่วประเทศร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระปรีชาสามารถเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรชาวไทยตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาถึง 9 ปีแห่งการจากไปของในหลวงรัชกาลที่ 9 

     แต่สิ่งที่ยังคงอยู่และหยั่งรากลึกในหัวใจของคนไทย คือ “แนวพระราชดำริ” และ “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” กว่า 4,000 โครงการทั่วประเทศ ซึ่งพระองค์ทรงริเริ่มและพระราชทานแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวม เพื่อสร้างรากฐานแห่งความมั่นคงและความยั่งยืนให้แก่ประเทศ 


 พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะ “บ้านของพ่อ” จึงจัดงานนี้ขึ้นเพื่อให้คนไทยได้ เรียนรู้ ระลึกถึง และลงมือในการสืบสานคำสอนของพ่อหลวง ผ่านนิทรรศการ กิจกรรม และการอบรมที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้จริง

ไทย–เมียนมา ประกาศความสำเร็จ 1 ปี “ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” รับยุทธศาสตร์ฟ้าใส สร้างห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่นระดับภูมิภาค

 

ไทย–เมียนมา ประกาศความสำเร็จ 1 ปี “ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” เดินหน้าสู่มาตรการปลอดการเผา เริ่ม 1 ม.ค. 2569 สอดรับยุทธศาสตร์ฟ้าใส สร้างห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่นระดับภูมิภาค

ย่างกุ้ง, เมียนมา : 16 ตุลาคม 2568 

     สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา (MCIA) และ Control Union จากเนเธอร์แลนด์ จัดพิธีรับรองความสำเร็จครบรอบ 1 ปีของ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา” (Myanmar Corn Traceability System) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและผลักดันการค้าเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ก่อนที่ประเทศไทยจะเริ่มใช้ มาตรการข้าวโพดปลอดการเผา อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2569 พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงย่างกุ้ง โดยมีหน่วยงานสำคัญจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ สำนักงาน GISTDA ของไทย สมาคม MCIA ของเมียนมา และภาคเอกชนผู้ประกอบการหลักในห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ CPP Fertilizer, Bangkok Produce Merchandising (BKP) และ Myanmar C.P. Livestock ซึ่งทั้ง 4 รายนี้ได้รับมอบ Traceability Recommendation Letter จาก Control Union เพื่อรับรองผลการดำเนินงานในระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นทางการ

     นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็น “ต้นแบบเชิงนโยบาย” ที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใสของไทยสู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ระบบ Traceability ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างภาครัฐเมียนมา สมาคม MCIA และเครือซีพี ภายใต้เทคโนโลยีดาวเทียมขั้นสูง เช่น Sentinel-2 ของ ESA และ QR Code ตรวจสอบย้อนกลับ โดยมีการรับรองจาก Control Union ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยืนยันได้ว่าข้าวโพดทุกเมล็ดไม่บุกรุกป่า ไม่ผ่านการเผา และสามารถตรวจสอบต้นทางได้แบบ real-time

    นายเอกวัฒน์ ธนประสิทธิ์พัฒนา อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายพาณิชย์ ระบุว่า เมียนมาคือ “คู่ค้ายุทธศาสตร์” ของไทยในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  การยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับนี้จึงมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาด และสอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกที่เน้นความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า มาตรการนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผาของไทยที่จะเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2569 แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะปรับตัว และระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบ โดยในช่วงแรกสามารถยื่นเอกสาร Self-Declaration หรือใบรับรองจากหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับ ส่วนระยะถัดไปจะต้องมีเอกสารครบถ้วนทั้งใบรับรองจากหน่วยงานรับรอง (CA/CB/VVB), เอกสารนำเข้า และแผนที่แสดงพิกัดแปลงปลูก พร้อมระบบ Post Audit เก็บข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี เพื่อรองรับการตรวจสอบ

 

อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือจากประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะการจัดตั้งหน่วยงานรับรองภาครัฐ และการเตรียมข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรจะทำให้มาตรการนี้มีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมยกย่องบทบาทของเครือซีพีและสมาคม MCIA ที่พัฒนาระบบนี้ร่วมกันจนกลายเป็นต้นแบบความยั่งยืนในระดับภูมิภาค

    นายอู เอ ชาน อ่อง ประธาน สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา หรือ MCIA เปิดเผยว่า สมาคมได้พัฒนาและนำระบบ Traceability มาใช้ตั้งแต่ปี 2023 โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain, ภาพถ่ายดาวเทียม และระบบตรวจจับความร้อน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากผู้ซื้อ ผู้ผลิต และเกษตรกรเข้าด้วยกันอย่างโปร่งใส เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าผลักดันให้รัฐเมียนมาเข้ามาร่วมรับรองระบบในอนาคต


     นายฐิติ ลุจินตนานนท์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์  เปิดเผยว่า ความร่วมมือไทย–เมียนมา สู่ห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืนในครั้งนี้ โดยใช้ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ” ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะแสดงศักยภาพในการยกระดับมาตรฐานการค้า สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ และร่วมกันลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น หมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเครือซีพีมีนโยบายชัดเจนไม่รับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่า หรือพื้นที่ที่เกิดจากการเผาแปลง จึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเดินหน้าระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเชื่อมั่นว่าระบบนี้คือเครื่องมือสำคัญที่จะแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยความโปร่งใส  ระบบ Traceability ช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ครอบคลุมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ถึงปลายทางโรงงานอาหารสัตว์ โดยปีที่ผ่านมา CP ร่วมกับ MCIA และคู่ค้ากว่า 100 ราย ขับเคลื่อนระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด และนโยบาย Zero Burn ของไทยในปี 2569

 

นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจพืชครบวงจร เขตเมียนมา เผยว่า การใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับในปีที่ผ่านมา ช่วยลดจุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดลงเกือบครึ่ง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบในการควบคุมการเผาและป้องกันการบุกรุกป่า  ระบบตรวจสอบย้อนกลับถือเป็นเครื่องมือเชิงวิทยาศาสตร์ที่ทั่วโลกยอมรับ และสำหรับในเมียนได้รับการทวนสอบจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ถือเป็นกลไกที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ ‘ฟ้าใส’ ของรัฐบาลไทย ในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนระหว่างไทย เมียนมา และลาว

 

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี กล่าวว่า ซีพีผลักดันและดำเนินการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างจริงจัง เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยั่งยืน เริ่มต้นในไทยตั้งแต่ปี 2559 และขยายสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาในปัจจุบัน เป็นไปตามวิสัยทัศน์และนโยบายจากนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารของเครือฯ ขับเคลื่อนนโยบาย “ไม่รับซื้อ-ไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่าหรือมีการเผา โครงการนี้คือผลลัพธ์ของ “ความเชื่อมั่นและความร่วมมือ” ระหว่างภาคี 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการหยุดการเผาและผลักดันสู่ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน

 

Mr. Stephan Moreels กรรมการผู้จัดการ Control Union ประเทศไทย กล่าวว่า ระบบตรวจสอบย้อนกลับคือเครื่องมือสำคัญในการตอบโจทย์ตลาดโลกทั้งด้านความปลอดภัยอาหาร ความยั่งยืน และแหล่งที่มาไร้การตัดไม้ โดย Third-Party Verification คือหัวใจในการสร้างความเชื่อมั่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงจากข้อมูลเท็จ และเปิดทางสู่ตลาดคุณภาพสูง

  ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผอ. GISTDA กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีดาวเทียมในการตรวจจับจุดความร้อน โดย GISTDA ใช้ดาวเทียมหลากหลาย เช่น VIIRS และ MODIS เพื่อช่วยติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และพัฒนาแพลตฟอร์มคุณภาพอากาศระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสู่ท้องฟ้าอาเซียนปลอดฝุ่น


    ความสำเร็จของโครงการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมาในวันนี้ คือผลลัพธ์ของความร่วมมือระดับภูมิภาคที่แท้จริง ที่เชื่อมโยงนโยบาย ความมุ่งมั่น และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อวางรากฐานของ “ห่วงโซ่อาหารปลอดฝุ่น” ที่โปร่งใส ยั่งยืน และมีความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ไม่เพียงตอบโจทย์ประเทศไทย แต่พร้อมต่อยอดสู่ภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568

แถลงข่าว โครงการ KU RUN # 5 charity “วิ่งด้วยใจ สานฝันอนาคตการแพทย์ไทย”

 

     มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  จัดงานแถลงข่าวโครงการ KU RUN # 5 charity “วิ่งด้วยใจ สานฝันอนาคตการแพทย์ไทย” ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มก. เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568

       นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า KU Run ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเดิน – วิ่งเท่านั้น แต่เป็นสปิริตและพลังแห่งความสามัคคีของชาวเกษตรศาสตร์และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาที่มุ่งมั่นทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อสังคม คือการร่วมกันสานฝันสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ เพื่อยกระดับการให้บริการทางการแพทย์แก่พี่น้องประชาชนอย่างถ้วนหน้า

     โครงการ KU Run ได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ดำเนินต่อเนื่องจนถึงครั้งที่ 5 เป็นกิจกรรมการเดิน - วิ่งการกุศลชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เป็นโครงการรวมพลังสร้างความสัมพันธ์อันดีของชาวเกษตร ทั้งนิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบันและบุคคลทั่วไปให้มาร่วมสร้างพลังความรัก ความสามัคคี ด้วยเส้นทางสุดประทับใจ งาน KU Run ยังตอกย้ำความเป็น "มหาวิทยาลัยสีเขียว" (Green University) ด้วยการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เสื้อวิ่งที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล


      ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. กล่าวว่า  “โครงการ KU RUN 5”  จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เป็นการจัดแข่งขันเดิน - วิ่ง การกุศลเพื่อสมทบทุนการจัดสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 5 

     โครงการอุทยานการแพทย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เกิดขึ้นในสมัยของอธิการบดี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ โดยการประชุมสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 11/2565 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ได้อนุมัติจัดตั้ง โครงการอุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บนพื้นที่ส่วนกลางบางเขน 

    ระยะแรกจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และระยะที่สองเป็นการจัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยที่ประชุม ครม. ลงมติอนุมัติโครงการอุทยานการแพทย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ระยะแรก พ.ศ. 2567-2572) จำนวนเงิน 8,863,934,300 บาท ประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเป็นงบประมาณสำหรับครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้าง และบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ และระยะที่สองตั้งแต่ พ.ศ. 2572 เป็นต้นไปจะเป็นส่วนของคณะเภสัชศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ 

 และต่อมาที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ได้มีมติอนุมัติรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่มีวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท ของโครงการอุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามการดำเนินงานวิธีการทางงบประมาณแผ่นดิน

 วันที่ 2 ก.พ. 2568 พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ จากนั้นวันที่ 13 มิถุนายน 2568 พิธีและลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์ โครงการอุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ บริษัท อาคาร 33 จำกัด และเริ่มกระบวนการก่อสร้างอาคารเรียนและปฎิบัติการคณะแพทยศาสตร์ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 17 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 29,000 ตารางเมตร กำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 -2572 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 441,441,000.00 บาท

      นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า โครงการ KU RUN # 5 charity เป็นการแข่งขันวิ่งทางเรียบบนเส้นทางที่จะพาเพื่อนนักวิ่งไปสัมผัสกับความสวยงามของบรรยากาศยามเช้า ณ สนามอินทรีจันทรสถิตย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในวันอาทิตย์ 14 ธันวาคม 2568 ซึ่งการแข่งขันแบ่งเป็น 3 ระยะทาง คือ ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ราคา 500 บาท 5 กิโลเมตร ราคา 600 บาท 10 กิโลเมตร ราคา 700 บาท และที่พิเศษกว่านี้ คือ การสมัครแบบ VIP ในราคา 2,000 บาท ซึ่งผู้สมัครสามารถเลือกวิ่งได้ว่า จะวิ่งในระยะไหน  และจะได้รับเสื้อวอร์ม เสื้อวิ่ง และกระเป๋าแบบพรีเมี่ยม อีกทั้งมีของที่ระลึกมอบให้ เป็นพัดลมแบบพกพาลิมิเตท สำหรับนักวิ่ง TOP 100 ในทุกระยะ  โดยมีเป้าหมายว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 3,000 คน  การเข้าร่วมกิจกรรมนี้ มิได้จำกัดเฉพาะนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน เท่านั้น นักวิ่งและประชาชนผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้เช่นกัน 


      สามารถสมัครผ่านระบบของไทยรันตามช่องทางต่าง ๆ ของสมาคมฯ และมหาวิทยาลัย โดยได้เปิดรับสมัครแบบ Early Bird มอบส่วนลดพิเศษให้ 10% ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568  ที่พิเศษไปกว่านั้นหลังจากแถลงข่าวเสร็จวันนี้เวลาประมาณ 15.30 น. ท่านที่สมัครในระยะ 10 กิโลเมตร / 20 ท่านแรกจะได้รับกระเป๋าแบบพรีเมี่ยม ท่านละ 1 ใบ ปิดรับสมัครอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.59 น. ชวนมาวิ่ง KU RUN 5 วิ่งด้วยใจ ให้โรงพยาบาล มก.  “CHARITY RUN For Kasetsart University Hospital”  สมัครได้แล้ววันนี้  : https://race.thai.run/kurun5 แล้วเจอกันที่เส้นสตาร์ท  #KURUN5 # “CHARITY RUN For Kasetsart University Hospital” วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลา 05.00 - 09.00 น.  ณ สนามอินทรีจันทรสถิตย์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน



กคช.–กทม. รวมพลัง “บ้านนี้ไม่เทรวม” ขับเคลื่อนการแยกขยะต้นทาง


      นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ พร้อมด้วย นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะผู้บริหารทั้งสองหน่วยงาน ลงพื้นที่โครงการเคหะชุมชนห้วยขวาง เขตดินแดง เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการ “บ้านนี้ไม่เทรวม แยกขยะลดค่าธรรมเนียม” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568


    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างการเคหะแห่งชาติและกรุงเทพมหานคร มีเป้าหมายส่งเสริมให้ประชาชนแยกขยะอย่างถูกวิธี ลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด ลดค่าใช้จ่าย และสร้างสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ โดยมีการนำเทคโนโลยี BKK WASTE PAY มาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลและระบบคืนค่าธรรมเนียมอย่างมีประสิทธิภาพ ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมกระบวนการจัดการขยะของชุมชน พบปะประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น และร่วมกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักในการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง

      นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ กล่าวว่า “การแยกขยะไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน” พร้อมย้ำว่าการเคหะแห่งชาติจะสนับสนุนและขยายผลโครงการลักษณะนี้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง






เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การร...