Powered By Blogger

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สวนสุนันทา คว้ารางวัล “BEST PERFORMANCE AWARDS” ผู้นำสถาบันอุดมศึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ

 


  


มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สร้างความภาคภูมิใจอีกครั้งด้วยการคว้ารางวัล Prime Minister Awards : Thailand Cybersecurity Excellence Award 2025 ระดับ “BEST PERFORMANCE AWARDS” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของรางวัลสำหรับองค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัยตามหลักสากล


    รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริลักษณ์ เกตุฉาย รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้รับมอบหมายจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดี เป็นตัวแทน เข้ารับมอบโล่รางวัลเกียรติยศ “BEST PERFORMANCE AWARDS” จากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประธานในพิธี Prime Minister Awards: Thailand Cybersecurity Excellence Awards 2025” ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อมอบโล่รางวัลแก่หน่วยงานที่มีความก้าวหน้าด้านการพัฒนามาตรการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ทั่วประเทศพิธีมอบรางวัล เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี

รัฐบาลไทยได้กำหนดให้ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นหนึ่งในวาระสำคัญระดับชาติ จากแนวโน้มการโจมตีไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อข้อมูลภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษา สกมช. จึงจัดตั้งรางวัล Prime Minister Awards เพื่อเชิดชูหน่วยงานต้นแบบที่สามารถยกระดับมาตรฐานด้าน Cybersecurity ได้อย่างโดดเด่นและยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาเป็นหนึ่งในองค์กรการศึกษาที่ผ่านการประเมินตามคุณสมบัติทีมีความครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายองค์กร การคุ้มครองข้อมูล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ตามเกณฑ์การพิจารณารางวัลในปีนี้ จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่

โครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายและศูนย์ข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง รองรับการให้บริการอย่างเสถียร

ระบบป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์เชิงรุกแบบรอบด้าน ครอบคลุมการตรวจจับ ป้องกัน และตอบสนองเหตุการณ์

ระบบบริหารจัดการข้อมูล (Data Governance) โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐาน PDPA

การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและนักศึกษา ผ่านหลักสูตรและกิจกรรมอบรมด้านความมั่นคงไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง

แผนพัฒนาด้านดิจิทัลที่ชัดเจนและมีทิศทาง รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การบริการและการจัดการยุคดิจิทัลอย่างเป็นระบบ


    การได้รับโล่เกียรติยศ "BEST PERFORMANCE AWARDS" ประเภทสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) บนเวทีอันทรงเกียรติ "Prime Minister Awards: Thailand Cybersecurity Excellence Awards 2025" จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพและความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้าน Cybersecurity ที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมในทุกมิติ ทำให้ได้รับคะแนนประเมินในระดับสูงสุด และได้รับการยกย่องให้เป็น สถาบันอุดมศึกษาต้นแบบด้าน Cybersecurity ที่มีความพร้อมทั้งด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และระบบงาน เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น มหาวิทยาลัยดิจิทัล อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

 

“ธรรมนัส” เปิดปฏิบัติการ Kick Off ปิดป้ายเตือนนายทุน สั่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.

  “รองนายกฯ ธรรมนัส” เปิดปฏิบัติการ “Kick off” ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครองที่ดินส.ป.ก. ที่ไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูป ย้ำตรวจเข้ม–ยึดคืนทุกแปลงหากพบครอบครองมิชอบ พร้อมดันกระบวนการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ เดินหน้า 27 จังหวัดทั่วประเทศ

  ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีไปยังแปลงราชบุรีโมเดลตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี   เพื่อเป็นประธาน “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” โดยได้ปิดป้ายประกาศให้ผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ  จากนั้นได้ขับรถแม็คโครทำการล้มปาล์มในพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ให้นำมาปฏิรูปที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 เพื่อปรับพื้นที่ที่ดินให้เหมาะสมกับการเกษตร และนำที่ดินมาจัดให้กับเกษตรกรผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาสในอนาคต จากนั้นได้เดินทางไปต่อไปยังห้องประชุมสำนักงานเทศบาลด่านทับตะโก อ.จอมบึง เพื่อมอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 500 ราย และที่ว่าการอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี จำนวน 300 ราย  เริ่ม 21พ.ย. 68 นี้


ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในลักษณะที่เป็นผืนใหญ่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และนำที่ดินที่ได้จากการยึดคืนเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนต้องการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติและขั้นตอนการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายในเขตปฏิรูปที่ดินจึงได้สั่งการให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) จัด “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” ในครั้งนี้พร้อมกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1) ภาคเหนือ : กำแพงเพชร เชียงราย เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บึงกาฬ สุรินทร์ หนองคาย อุดรธานี และอุบลราชธานี 3) ภาคกลาง : กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ลพบุรี สระแก้ว และสระบุรี4) ภาคใต้: กระบี่ ชุมพร ตรัง สงขลา และสุราษฎร์ธานี

  ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต่อว่า ต่อไปนี้การตรวจสอบการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อยึดคืนที่ดินจากนายทุนและเร่งรัดการจัดหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรเพื่อนำไปจัดสรรและกระจายการถือครองให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง สำหรับปัญหาที่ดินในจังหวัดราชบุรี ได้มอบหมายสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ที่มีการถือครองที่ดินโด ยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำฝ่าฝืน หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จำนวน 165 ราย 166 แปลง เนื้อที่ประมาณ 6,500 ไร่อยู่หมู่ที่ 10 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติ ที่กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ให้นำมาปฏิรูปที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้ดำเนินการเพิกถอนการจัดที่ดินหรือให้เกษตรกรสิ้นสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินและนำที่ดินมาจัดให้กับเกษตรกรผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาส  ซึ่งขณะนี้ ส.ป.ก.ราชบุรีได้ประกาศให้เกษตรกรที่มีคุณสมบัติยื่นคำขอรับการจัดที่ดินแล้ว ในระยะแรก เนื้อที่ 2,088 ไร่ มีผู้ยื่นคำขอ จำนวนกว่า 3,300 คำขอ อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการตามขั้นตอนประชาคมหมู่บ้านและปรับพื้นที่ที่ดินให้เหมะสมกับการเกษตรและล้มปาล์ม คาดว่าจะสามารถจัดที่ดินให้กับเกษตรกรจำนวน 152 ราย เนื้อที่ 1,520 ไร่ และพื้นที่แหล่งน้ำและพื้นที่กันไว้เป็นพื้นที่ป่ากันชน ทั้งนี้ เกษตรกรจะได้รับสิทธิการเช่าที่ดิน ในอัตราไร่ละ100 บาทต่อปี


ส่วนจุดปิดป้ายประกาศเพื่อแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงได้ทำการปิดป้ายประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่นั้นๆ เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อให้ผู้ครอบครองที่ดินยื่นคำร้องแสดงสิทธิในที่ดิน เป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างจริงจัง และปรับปรุงพัฒนาสิทธิในที่ดินรัฐ หากรายใดครอบครองไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็จะทวงคืนที่ดินกลับเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ได้ที่ดินในการนำไปจัดสรรให้กับเกษตรผู้ยากไร้และมีคุณสมบัติต่อไป

สำหรับพื้นที่ราชบุรี   ตรวจสอบพบว่าพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่แปลงใหญ่ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวการปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 3,915 ไร่ อยู่หมู่ที่ 13 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ให้นำมาปฏิรูปที่ดิน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 เพื่อการดำเนินการเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดและนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี (ส.ป.ก.ราชบุรี) จึงได้ปิดป้ายประกาศให้ผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน หรือได้โต้แย้งแสดงสิทธิกรณีมีเอกสารสิทธิตามกฎหมายอื่น หากการถือครองที่ดินไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่จะได้รับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก.จะได้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป


                  

“ต่อไปนี้การตรวจสอบการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อยึดคืนที่ดินจากนายทุนและเร่งรัดการจัดหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรเพื่อนำไปจัดสรรและการะจายการถื อครองให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การตรวจสอบการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ไม่เพียงทำให้ ส.ป.ก. ได้ที่ดินกลับคืนเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินแล้ว ยังเป็นการจัดการข้อมูลที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีความถูกต้องและเป็นธรรมอีกด้วย” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวย้ำ 


 ด้านนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์   เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า     สำหรับกิจกรรม Kick off ปิดป้ายประกาศและล้มปาล์มในวันนี้ เป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการจัดงานขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาทำกินให้กับเกษตรกรตามนโยบายเร่งด่วนของร้อยเอกธรรมนัส  ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีที่ทำกินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน     ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติให้มีการส่งมอบพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมโทรมเพื่อนำพื้นที่ไปดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแต่กว่า 50 ปี ที่ผ่านมาการนำพื้นที่ดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีแปลงที่ดินที่ยังมิได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื่องจากมีผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งบุคคลดังกล่าวต่างไม่ให้ความร่วมมือ หรือยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทำให้การส่งมอบพื้นที่คืนเพื่อให้ ส.ป.ก. นำไปดำเนินการจัดที่ดินตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังปรากฏว่ามีบุคคลซึ่งไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายเข้าทำประโยชน์โดยอ้างสิทธิในที่ดินจากการซื้อขายต่อจากเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินหรือเปลี่ยนมือที่ดินที่จัดให้แก่เกษตรกรเพื่อถือครองที่ดินเป็นแปลงขนาดใหญ่และนำพื้นที่ดังกล่าวไปประกอบเกษตรกรรมในรูปแบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์อย่างรุนแรงในระยะยาว การครอบครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายฯ ส่งผลต่อการบริหารจัดการพื้นที่ที่ต้องนำที่ดินจัดสรรให้กับราษฎรที่ต้องการที่ดินทำกิน ซึ่งที่ผ่านมาทุกรัฐบาลต่างมีนโนบายในการแก้ไขปัญหาการไร้ที่ดินทำกินให้กับราษฎรกลุ่มเปราะบางด้านที่ดิน



ส.ป.ก.กำลังเร่งเดินหน้าตรวจสอบการถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ  พร้อมทั้งให้มีการตรวจสอบฐานข้อมูลการจัดที่ดินและข้อมูลแผนที่พื้นที่ที่ยังไม่เข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและพื้นที่ที่มีการครอบครองที่ดินในลักษณะเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ทั้งนี้ ส.ป.ก.จะต้องมีการดำเนินการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงการใช้ประโยชน์และการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในท้องที่จังหวัดข้างต้น โดยส.ป.ก.จังหวัด หากพบว่ามีการครอบครองที่ดินในลักษณะเป็นที่ดินแปลงใหญ่และไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้ ส.ป.ก.จังหวัด มีประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไว้ในที่เปิดเผย เพื่อแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรร ม อีกทั้งต้องดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาสิทธิในที่ดินรัฐโดยการปรับปรุงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรให้สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายที่ได้ดำเนินการแก้ไขต่อไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวย้ำ 


เตรียมพร้อมจัดใหญ่ งาน “วันดินโลก 2568” เทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9

 


กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงาน  “วันดินโลก  2568”  เทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9   อย่างยิ่งใหญ่ 

กระทรวงเกษตรฯ  เตรียมจัดงาน “วันดินโลก 2568”  เทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างยิ่งใหญ่   ภายใต้แนวคิด Healthy soils for healthy cities – ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” 5-9 ธันวาคมนี้  ณ  กรมพัฒนาที่ดิน  บางเขน 


                   นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานงานแถลงข่าวเตรียมการจัดงาน “วันดินโลก (World Soil Day) ประจำปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “Healthy soils for healthy cities – ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักพัฒนา พระผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพ พระมหากรุณาธิคุณด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน   โดยนางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม  วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ  ห้องประชุมกรมพัฒนาที่ดิน  บางเขน   กรุงเทพมหานคร

     นายนเรศ    ธำรงค์ทิพยคุณ    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้า     เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรดินเพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ได้ จนเกิดเป็นศาสตร์พระราชาแห่งการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน เป็นที่ประจักษ์และยอมรับจากทั่วโลก สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศรับรองให้วันที่ ๕ ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก (World Soil Day) ประเทศสมาชิกกว่า ๒๐๐ ประเทศจะจัดงานวันดินโลกพร้อมกัน เพื่อรณรงค์ตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดกิจกรรมรณรงค์ การเผยแพร่ความรู้ และการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน                        ในระดับประเทศและระดับโลก ดังนั้น ในวันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพ่อแห่งชาติ ยังเป็น วันดินโลก   เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร สร้างการรับรู้ และความเข้าใจถึงความสำคัญของวันดินโลก เพื่อให้น้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชา ด้านการดูแลทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนมาขยายผลต่อไป และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน


         นายนเรศ    ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นในการจัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทรัพยากรดิน” ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำการเกษตรที่ช่วยสร้างอาหารปลอดภัย เพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง และพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ จึงอยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษา มาร่วมงานวันดินโลก ปี 2568 ระหว่างวันที่ 5-9 ธันวาคมนี้ ที่กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งได้รวบรวมผลงานภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินด้านการจัดการทรัพยากรดินทั้งหมดมาจัดแสดงให้ได้เรียนรู้ อบรม และฝึกปฏิบัติจนสามารถกลับไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดพื้นที่ของกรมพัฒนาที่ดินให้มีความสวยงามที่จัดแสดงตัวอย่างการทำการเกษตรในเมืองให้ทุกท่านได้มาเยี่ยมชม สัมผัส มาศึกษา เรียนรู้ ในบรรยากาศเหมือนเที่ยวสวนสาธารณะ งานเดียวที่รวมความรู้เรื่องดินงานนี้ต้องห้ามพลาด ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมรำลึกถึง“นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม”และมาร่วมเป็น ส่วนหนึ่งในการดูแล “ดิน” เพื่ออนาคตเมืองที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมต่อไป

                     ด้านดร. สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน   กล่าวว่า    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานวันดินโลก (World Soil Day) ประจำปี 2568  ภายใต้หัวข้อ “Healthy soils for healthy cities - ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” ระหว่างวันที่ 5-9 ธันวาคม 2568 ณ กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 08.00 - 20.00 น. เพื่อเผยแพร่ความรู้และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน เน้นย้ำถึงความสำคัญของดินสุขภาพดีซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ ที่มีการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างอาหารที่ปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง ภายในงานมีการถ่ายทอดความยิ่งใหญ่แห่งศาสตร์พระราชาด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการดินและน้ำ ผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาดิน น้ำและชีวิต 

              นอกจากนี้    ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการดินโลกแสดงรางวัล King   Bhumibol World Soil Day Award นิทรรศการวิชาการเป็นไฮไลท์ ที่จะพาทุกท่านตระหนักถึงคุณค่าของดินและผลกระทบของดินต่อชีวิตในเมือง ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียหน้าดิน พื้นที่เกษตรที่ลดลง และความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง  พร้อมชวนร่วมกันค้นหาวิธีแก้ไข เช่น การวางแผนการใช้ที่ดินให้เหมาะสม การจัดการดินเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง รวมถึงนิทรรศการรูปแบบใหม่ “ดินดี เมืองดี สุขภาพดี” ที่ชวนให้ติดตามหาคำตอบว่า ดินคืออะไร ทำไมเราต้องดูแลและแนวทางฟื้นฟูอย่างไรจึงยั่งยืน นิทรรศการมีชีวิตออกแบบเพื่อให้ทุกคนสามารถ “สัมผัส เรียนรู้และลงมือทำจริง ” เช่น     แปลงนาสาธิต แปลงผักอินทรีย์บนแคร่ สวนผักดาดฟ้า สวนเกษตรในเมือง ปลูกผักแนวตั้งปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ ตลอดจนการจัดการขยะอย่างถูกวิธี      พร้อมกิจกรรม Workshop อบรม และสาธิตเทคนิคต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดทั้งงาน     

              นอกจากนี้    ยังมีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการจัดการดินและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมได้รับเกียรติจาก นายชัชชาติ   สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมบรรยายพิเศษ ภายในงานครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ดินโฉมใหม่” ที่พัฒนาเข้าสู่การเรียนรู้ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยสื่อมัลติมีเดีย อินเทอร์แอ็กทีฟ และการนำเสนอข้อมูลแบบทันสมัย ที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจระบบดิน ลักษณะดินของประเทศไทย การจัดการดินเพื่อการเกษตร และประวัติศาสตร์ด้านการพัฒนาที่ดินได้อย่างสนุกสนานและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดตลอดช่วงการจัดงาน งานนี้ยังเป็นเวทีที่ภาคีเครือข่ายด้านดินมารวมพลังนำเสนอผลงาน งานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมกิจกรรมสนุกๆ สำหรับประชาชน นักเรียน นักศึกษา และหมอดินอาสาเช่น แข่งขันหมอดินตรวจวิเคราะห์ดิน และกิจกรรม D.I.Y งานศิลป์จากดินและวัสดุธรรมชาติที่สามารถนำกลับบ้านได้ ภายในงานยังมีโซน จำหน่าย ผัก ผลไม้ตามฤดูกาล อาหาร/อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ผลผลิต สินค้าและผลิตภัณฑ์การเกษตร จากทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงฟู้ดทรัคหลากหลายร้าน เดินทางสะดวก โดยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีเสนานิคม นอกจากนี้ ในส่วนภูมิภาค สำนักงานพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ จะจัดงานวันดินโลกตลอดเดือนธันวาคมเช่นกัน ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานวันดินโลก ปี 2568 ร่วมเรียนรู้ พัฒนา และรักษาดินไปด้วยกัน เพื่ออนาคตเมืองที่ยั่งยืนและอนุรักษ์ทรัพยากรดินให้คงอยู่อย่างยาวนาน



วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ม.เกริก จัดประชุมวิชาการระดับชาติ และนานาชาติ มุ่งผลักดัน ส่งเสริม แลกเปลี่ยนทางวิชาการและพัฒนาศักยภาพนักวิชาการไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ


มหาวิทยาลัยเกริก จัดการประชุมเกริกวิชาการระดับชาติ และนานาชาติ ครั้งที่ 21 ประจำปี พ.ศ. 2568 หัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ภาษา และวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน” มุ่งผลักดันการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและพัฒนาศักยภาพของนักวิชาการไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ  เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568  ณ ศูนย์ประชุมวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก กรุงเทพฯ โดย ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ กระแส ชนะวงศ์  อธิการบดี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประชุมดังกล่าว พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ“การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ภาษา และวัฒนธรรม ในยุคดิจิทัล เพื่อความยั่งยืน” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมภายในงาน และร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ จากทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอินเดีย รวมกว่า 1,000 คน


 ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ กระแส ชนะวงศ์  อธิการบดี กล่าวว่า จากการที่มหาวิทยาลัยเกริกได้จัดการประชุมวิชาการเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเวทีในการส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักวิจัย คณาจารย์ และนักศึกษา ตลอดจนเป็นเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายทางวิชาการ และการบริการวิชาการแก่สังคมนั้น โดยการประชุมเกริกวิชาการระดับชาติ และนานาชาติ ครั้งที่ 21 ประจำปี พ.ศ. 2568 หัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ภาษา และวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน” ครั้งนี้นับเป็นคุณูปการด้านการศึกษาที่สามารถบูรณาการสู่การพัฒนาประเทศในหลายมิติได้เป็นอย่างดี 

    มหาวิทยาลัยเกริกมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและพัฒนาศักยภาพของนักวิชาการไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ  โดยหัวข้อการประชุม “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ภาษา และวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน” นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขาวิชาเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของเศรษฐกิจที่ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล  มิติสังคมที่ต้องสร้างโอกาส ความเท่าเทียม และการเข้าถึงเทคโนโลยี รวมถึง มิติด้านภาษาและวัฒนธรรม ที่ควรได้รับการอนุรักษ์และสืบสานอย่างสร้างสรรค์ภายใต้บริบทแห่งความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่  



    การประชุมวิชาการก็เหมือนการทบทวนประเมินว่าเรามาถึงไหนแล้ว การเรียนการสอนและ ผลการวิจัยซึ่งเป็นทั้งผลงานจากความร่วมมือททั้งของนักศึกษา อาจารย์ และชาวบ้านในชุมชนตลอดจนความร่วมมือกับหน่วยงานหรือสถาบันอื่นๆนั้น เกิดนวัตกรรมใหม่ๆและสร้างประโยชน์อะไรบ้าง

    ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  การประชุมวิชาการครั้งนี้  จะเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิจัย คณาจารย์ ตลอดจนผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ อันจะนำไปสู่การบูรณาการองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศและสังคมโดยรวมได้เป็นอย่างดี 


 รองศาสตราจารย์ สุพัฒน์  ธีรเวชเจริญชัย รองอธิการบดีฝ่าวิชาการ มหาวิทยาลัยเกริก ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดจัดงาน กล่าวว่า  การประชุมเกริกวิชาการระดับชาติและนานาชาติ โดยทาง มหาวิทยาลัยเกริก จัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ จัดในหัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ภาษา และวัฒนธรรม ในยุคดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน” นับเป็นครั้งที่ 21 และนับว่าเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญ ในการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้  และประสบการณ์ทางวิชาการ สนับสนุนการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และเร็วๆนี้ทางมหาวิทยาลัยเกริก ยังมีแนวทางการต่อยอดพัฒนาความร่วมมือกับ กระทรวงสาธารณสุขในเรื่องศาสตร์แพทย์แผนจีนอีกด้วย

    การประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติในครั้งนี้ นับเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการ ตลอดจนได้มีการนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติไปและต่อยอดการพัฒนาเป็นการทำวิจัยเพื่อพัฒนา ฉะนั้นทั้งมหาวิทยาลัย ชุมชน และสังคมก็จะได้ประโยชน์จากตรงนี้ด้วยกันทุกฝ่าย ซึ่งจะเป็นผลให้งานวิจัยเกิดการพัฒนามีความยั่งยืน การจัดเวทีวิชาการจึงเป็นเวทีที่ทำให้เห็นถึงกระบวนการความร่วมทางสังคม ในการร่วมแบ่งปันการเรียนรู้ซึ่งมีทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการคิดในการร่วมคิด ร่วมวิเคราะห์ ร่วมสรุปและแก้ปัญหา ตลอดจนการร่วมมือต่อยอดพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาชุมชนและภาคส่วนต่างๆ เพื่อการพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงสมดุลและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป  รองศาสตราจารย์ สุพัฒน์  กล่าว


    โดยภายในงานจัดให้มีพื้นที่แสดงนิทรรศการผลงานการวิจัย และ เวทีวิชาการที่มีการบรรยายพิเศษของนักวิชาการ และผลงานวิจัยอื่นๆ ผ่านระบบออนไลน์ หัวข้อ “Sustainable Development Goals in India” โดย Assoc.Prof.Dr.Mallika Kumar จาก Shri Ram College of Commerce (SRCC) และการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “Association Between Confucian Culture and Corporate Environmental Governance” โดย Assoc.Prof.Dr.Su Wunhong จาก Hangzhou Dianzi University  และการนำเสนอความก้าวหน้างานวิจัยเพื่อท้องถิ่นหรือ CBR โดย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเกริกและสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช.อย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี โดย ผศ.ดร.ชเนตตี พิพัฒนางกูร และคณะ ซึ่งได้มีการนำผลิตภัณฑ์งานวิจัยจากชุมชนท้องถิ่นในโครงการวิจัยดังกล่าวมาจัดแสดงพร้อมทั้งจำหน่าย และได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถติดตาม ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยและกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจทางเว็บไซต์ ของมหาวิทยาลัยเกริก ได้ที่ www.krirk.ac.th



    นอกจากนี้ภาคบ่ายเป็นการนำเสนอผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ตลอดจนนักวิจัยจากภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศที่มีความน่าสนใจไม่น้อย การประชุมเกริกวิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งนี้เป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่จะช่วยบูรณาการสู่การพัฒนาด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม ภาษา และวัฒนธรรม ในยุคดิจิทัล เพื่อความยั่งยืนต่อไป

                              


มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมนิทรรศการ “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” สืบสานพระราชดำริ อพ.สธ. เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่


 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมนิทรรศการ “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” สืบสานพระราชดำริ อพ.สธ. เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 
ระหว่างวันที่ 4–10 พฤศจิกายน 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงาน ประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) จัดโดยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

    การเข้าร่วมในครั้งนี้ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภญ.ดร.พิมพร ทองเมือง รองอธิการบดีวิทยาเขตสมุทรสงคราม และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัฒน์ พลอยศรี รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา พร้อมด้วยคณาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการ อพ.สธ. ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยศรี ธาราสวัสดิ์พิพัฒน์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฤทัยรัตน์ สิริวัฒนรัชต์, อาจารย์ ดร.รัมภ์รดา มีบุญญา, อาจารย์ อรววรรณ วงษ์อนันต์, อาจารย์ ดร.กนกพร สมพร, อาจารย์ นิวัฒน์ ทรงศิลป์ และอาจารย์ ปรางทอง นนทการ จากวิทยาลัยสหเวชศาสตร์ ร่วมกันนำเสนอผลงานเด่นภายใต้แนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและพันธุกรรมพืชในท้องถิ่น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ในการจัดแสดงครั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาได้นำเสนอผลงานนิทรรศการจำนวน 5 ผลงาน ซึ่งสะท้อนถึงการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการกับการพัฒนาชุมชนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยแต่ละโครงการมีความสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ดังนี้





    ผลงานแรก คือ “โครงการอนุรักษ์และส่งเสริมการปลูกพริกบางช้างในนักเรียนและเยาวชน เพื่อสร้างจิตสำนึกรักพันธุ์พืชท้องถิ่น จังหวัดสมุทรสงคราม” ที่มุ่งปลูกฝังเยาวชนให้เห็นคุณค่าของพันธุ์พืชพื้นบ้าน สอดคล้องกับ SDG 2: ขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) และ SDG 4: การศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality Education) ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเกษตรและการอนุรักษ์พันธุ์พืชในพื้นที่

    ผลงานที่สอง คือ “โครงการความหลากหลาย การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของพันธุ์ไม้วงศ์ถั่ว วงศ์ย่อยประดู่ และทรัพยากรไม้ในท้องถิ่น อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม” ซึ่งมุ่งสร้างฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างสมดุล สอดคล้องกับ SDG 15: การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน (Life on Land)

    ผลงานที่สาม คือ “โครงการส่งเสริมการจัดการปลาหมอคางดำร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน” ที่เน้นการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำโดยชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและต่อเนื่อง สอดคล้องกับ SDG 14: การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน (Life Below Water) และ SDG 12: การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production)

    ผลงานที่สี่ คือ “โครงการเพิ่มศักยภาพของพันธุ์ไม้ชายเลน เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม” ซึ่งส่งเสริมการเพาะชำและฟื้นฟูพันธุ์ไม้ชายเลน เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการกัดเซาะชายฝั่งและรักษาสมดุลระบบนิเวศ สอดคล้องกับ SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) และ SDG 15: Life on Land


    และผลงานสุดท้าย คือ “โครงการการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรสงคราม” ที่เน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และมหาวิทยาลัย เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม สอดคล้องกับ SDG 11: เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) และ SDG 17: หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals)

    การเข้าร่วมงานนิทรรศการในครั้งนี้ ไม่เพียงแสดงถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาในการเป็นแหล่งบ่มเพาะองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) สู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ โดยยึดแนวทาง “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” ที่สร้างคุณูปการต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน



📍uan Sunandha Rajabhat University joins the exhibition “Thai Resources: Looking Back at Our Own Wealth,” advancing the RSPG Royal Initiative for sustainable natural resource conservation at Maejo University, Chiang Mai

4–10 November 2025, Chiang Mai — Suan Sunandha Rajabhat University participated in the 12th     Academic Conference and Exhibition on “Thai Resources: Looking Back at Our Own Wealth,” held under the Royal Initiative on Plant Genetic Conservation of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) and hosted by Maejo University, Sansai District, Chiang Mai.

    The University’s delegation was led by Assist.Prof. Dr. Pharmacist Pimporn Thongmuang, Vice President of Samut Songkhram Campus, and Asst.Prof. Dr.Wat Ploysri, Vice-Director for Academic Affairs and Training service, together with faculty members responsible for RSPG projects: Assoc.Prof. Dr.Chaisri Tharasawatpipat, Assist.Prof. Dr.Ruthairat Siriwattanarat, Dr.Rumrada Meeboonya, Orawan Wonganan, Dr.Kanokporn Somporn, Niwat Songsin, and Prangthong Nonthakan from the College of Allied Health Sciences. The team presented featured works centered on conserving local biodiversity and plant genetic resources, raising public awareness of environmental stewardship and sustainable development.

    In this exhibition, Suan Sunandha Rajabhat University showcased five projects that integrate academic knowledge with community development and long-term conservation of natural resources. Each project aligns with the United Nations Sustainable Development Goals (SDGs) as follows.



1) Project: “Conservation and Promotion of Bang Chang Chili Cultivation among Students and Youth to Foster Appreciation of Local Plant Genetic Resources in Samut Songkhram Province.”

This project instills awareness of local plant varietal value among young people through agricultural and conservation learning, aligning with SDG 2 (Zero Hunger) and SDG 4 (Quality Education).

2) Project: “Diversity, Conservation, and Sustainable Use of Leguminosae (Subfamily Papilionoideae) and Local Timber Resources in Bang Khonthi District, Samut Songkhram.”

By building a local plant database for balanced conservation and economic utilization, the project advances SDG 15 (Life on Land).

3) Project: “Promoting Community-Based Sustainable Management of the Black-Chinned Tilapia (Saraphi/Plah Mo Khong Dam).”

Focusing on community-led aquatic resource governance for balanced and continuous use, the work supports SDG 14 (Life Below Water) and SDG 12 (Responsible Consumption and Production).

4) Project: “Enhancing the Potential of Mangrove Species to Conserve Biodiversity in Samut Songkhram Province.”

Through propagation and restoration of mangrove species to strengthen coastal resilience and ecological balance, the project contributes to SDG 13 (Climate Action) and SDG 15 (Life on Land).

5) Project: “Community Participation in Mangrove Conservation: A Case Study in Samut Songkhram Province.”

    By forging collaboration among communities, government agencies, and the University for participatory conservation, the project advances SDG 11 (Sustainable Cities and Communities) and SDG 17 (Partnerships for the Goals).

    Suan Sunandha Rajabhat University’s participation demonstrates its capacity as a knowledge hub for conservation and sustainable resource development, and reflects the University’s proactive role in translating the SDGs into practice at the local level under its mission as a “University for Local Development.”



www.ird.ssru.ac.th

กรมชลประทานสั่งติดตามและเฝ้าระวังลดผลกระทบสถานการณ์น้ำเหนือ พื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนด้านท้ายน้ำเตรียมรับมือ

 




    เนื่องจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 1–2 พฤศจิกายน 2568 ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย วัดปริมาณฝนได้กว่า 300 มิลลิเมตร ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีระดับน้ำเกินกว่าระดับเก็บกัก

    สำนักงานชลประทานที่ 4 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ฝนที่ตกหนักในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดลำปางและสุโขทัย ทำให้มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำแม่มอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เป็นจำนวนมาก จนเกินระดับเก็บกักที่ 127 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) (จากความจุเก็บกักสูงสุด 110 ล้าน ลบ.ม.) ส่งผลให้ต้องระบายน้ำออกจากอ่างฯ ประมาณ 286 ลบ.ม./วินาที ทำให้คลองด้านท้ายอ่างฯ มีน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ ระดับน้ำสูงประมาณ 0.2–0.8 เมตร แนวโน้มระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว


    ด้านอ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ กว่า 68 ล้านลูกบาศก์เมตร (ความจุเก็บกักสุงสุด 58 ล้าน ลบ.ม.) เกินความจุเก็บกัก ต้องระบายน้ำออกจากอ่างฯ ประมาณ 55 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้คลองด้านท้ายอ่างฯมีน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่เช่นกัน ระดับน้ำสูงประมาณ 0.2–0.5 เมตร แนวโน้มลดลง

    ในขณะที่ อ่างเก็บน้ำแม่รำพัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมทรัพยากรน้ำ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเต็มความจุพอดีที่ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ปริมาณน้ำเริ่มไหลล้นออกทางระบายน้ำฉุกเฉิน (Spillway) เช่นกัน 

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ จะไหลลงสู่คลองแม่น้ำยมฝั่งขวา ก่อนเข้าสู่แก้มลิงทุ่งทะเลหลวงและพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่งผลให้คลองแม่มอกและคลองแม่รำพันเริ่มมีน้ำล้นตลิ่ง ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก อีกประมาณ 2–3 วันข้างหน้า สำนักงานชลประทานที่ 4 ได้สั่งการให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือและลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนด้านท้ายน้ำต่อไป

เกษตรฯ ประกาศใช้แผนปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2570

   

           

 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานในสังกัด ได้จัดทำและประกาศใช้ แผนปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2570 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียบร้อยแล้ว ภายหลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568โดย แผนปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2570 เน้น ยุทธศาสตร์หลักสร้างรายได้–ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย    

    นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แผนปฏิบัติราชการฉบับนี้ ถือเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานและจัดทำแผนงานโครงการ เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ทั้ง ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ และการปรับตัวให้เข้ากับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแผนปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2570 ได้กำหนด วิสัยทัศน์ คือ เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาใน 5 ประเด็นหลัก ดังนี้

    1. เสริมสร้างความมั่นคงทางการเกษตร เน้นการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย (IUU) การจัดระบบแรงงานต่างด้าว และการป้องกันการค้ามนุษย์อย่างเข้มงวด พร้อมส่งเสริมเกษตรกรให้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้

    2. ยกระดับความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตร มุ่งพัฒนาเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป และเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกร พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ภาคเกษตรให้มีประสิทธิภาพ

    3. สร้างความเสมอภาคและกระจายความเท่าเทียมทางสังคมเกษตร เสริมสร้างทุนทางสังคม การรองรับสังคมเกษตรสูงวัยเชิงรุก การยกระดับศักยภาพเกษตรกรรายย่อยให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

    4. บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน พัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม           เชิงนิเวศ มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจภาคทะเล สร้างการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ การจัดการมลพิษและสารเคมีตามมาตรฐานสากล การบริหารจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ และการเพิ่มผลิตภาพของน้ำทั้งระบบ

    5. พัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐและงานวิจัยด้านการเกษตร เน้นการพัฒนาการให้บริการประชาชนด้วยระบบดิจิทัล การพัฒนาระบบบริหารงานภาครัฐให้มีสมรรถนะสูง การป้องกันการทุจริต การพัฒนาบุคลากร และการพัฒนากฎหมาย รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร

นอกจากนี้ แผนฯ ยังได้กำหนด เป้าหมายและตัวชี้วัดที่สำคัญ ของแผนปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2570 ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่

1.อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตร (GDP) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3%

2.อัตราผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตร เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1%

3.รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนเกษตร เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10%

4.สถาบันเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความเข้มแข็งในระดับมาตรฐาน             โดยสหกรณ์ต้องมีความเข้มแข็งระดับ 1 และ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 วิสาหกิจชุมชนมีศักยภาพในระดับดี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 และกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งในระดับที่ 1 และ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 35

5. ครัวเรือนเกษตรได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการน้ำ รวม 2,140,000 ครัวเรือน



ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายละเอียดแผนฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ www.oae.go.th             หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ส่วนนโยบายและแผนการเกษตร กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร โทรศัพท์            0 2940 6671 - 2

อบรมมาตรฐานสายพันธุ์และเกณฑ์ปลากัดไทย หนุนอัตลักษณ์สัตว์น้ำประจำชาติ


กรมประมง...ร่วมเปิดอบรมมาตรฐานสายพันธุ์และเกณฑ์ปลากัดไทยฉบับล่าสุด

หนุนอัตลักษณ์สัตว์น้ำประจำชาติ ผลักดันสู่สินค้าสร้างรายได้ในตลาดโลก

          กรมประมง ร่วมกับ สมาคมปลากัด (Plakad Association) จัดการอบรม “มาตรฐานสายพันธุ์และเกณฑ์การประกวดปลากัดสวยงามไทย ฉบับปรับปรุง ปี 2568 (BST : Betta Standard Thailand)” โดยนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง มอบหมายให้นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนายกสมาคมปลากัดไทย ผู้บริหารศูนย์การค้า Happy Land Center เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากัด และบุคลากรของกรมประมง เข้าร่วมงาน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้อง Happy Mall ศูนย์การค้า Happy Land Center กรุงเทพมหานคร


          นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดว่า...ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบาย “สานต่อ 6 นโยบายเดิม เพิ่มเติม 3 นโยบายเร่งด่วน” เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของเกษตรกร และส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนตามนโยบายดังกล่าว กรมประมงจึงได้ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนา “มาตรฐานสายพันธุ์และเกณฑ์การตัดสินการประกวดปลากัดสวยงามในประเทศไทย” ฉบับปรับปรุง ปี พ.ศ. 2568 ขึ้น เนื่องจาก “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติที่เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็ก  มีสีสันสวยงาม ลักษณะการต่อสู้ที่กล้าหาญ ได้รับการขนานนามว่า “นักสู้แห่งสายน้ำ” ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้เพาะเลี้ยงทั่วประเทศ ปัจจุบันปลากัดไทยได้รับความนิยมในระดับนานาชาติ ทั้งในด้านการเพาะเลี้ยง การประกวด และการค้า โดยเฉพาะในตลาดยุโรป เอเชีย และอเมริกา ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสวยงามของรูปร่างและการแผ่ครีบที่โดดเด่น ทำให้ปลากัดไทยเป็นที่ต้องการของนักสะสมและผู้เลี้ยงปลาสวยงามทั่วโลก


          ทั้งนี้ เมื่อปรับปรุงมาตรฐานฉบับใหม่นี้แล้วเสร็จ กรมประมง ได้ร่วมกับสมาคมปลากัด และศูนย์การค้า Happy Land center จัดการฝึกอบรมขึ้น ภายใต้หัวข้อ “มาตรฐานสายพันธุ์และเกณฑ์การตัดสินการประกวดปลากัดสวยงามในประเทศไทย ฉบับปรับปรุง ปี พ.ศ. 2568” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เพาะเลี้ยงปลากัดมีความรู้ ความเข้าใจในมาตรฐานการประกวด สามารถพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความสวยงามตามเกณฑ์ และส่งเสริมธุรกิจปลากัดสวยงามของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง มุ่งเน้นการปรับปรุงมาตรฐานสายพันธุ์และเกณฑ์การประกวดปลากัดสวยงามให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์และผู้ทรงคุณวุฒิในการประกวดปลากัดของไทย มาร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยมีผู้เข้ารับการอบรมรวม 72 ราย จากทั่วประเทศ ประกอบด้วย เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง นักพัฒนา ผู้ประกอบการ และประชาชนผู้สนใจในวงการปลากัดสวยงาม เพื่อร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมปลากัดสวยงามของไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น สอดคล้องตามหลักวิชาการ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และพร้อมตอบสนองความต้องการของตลาดโลกอย่างยั่งยืน


          กรมประมง เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับปลากัดไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ กรมประมงยังคงเดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมปลาสวยงามของประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานปลากัดไทยและผลักดันให้เป็นสินค้าส่งออกที่ทรงคุณค่า เพื่อยกระดับปลากัดไทย สู่มาตรฐานโลกอย่างแท้จริง…นายมานพ กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การร...