Powered By Blogger

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“ปิยะรัฐชย์ ”เปิดตัว “ศูนย์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีภาคสหกรณ์ไทย (COOP Financial Center)” ยกระดับความโปร่งใส และสร้างความมั่นใจให้สหกรณ์ทั่วประเทศ

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดตัว “ศูนย์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีภาคสหกรณ์ไทย (COOP Financial Center)” โดยมี นายรัฐ คลังแสง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาคีภาคสหกรณ์ และผู้แทนสหกรณ์ทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ ห้องเดอะพอร์ทอลบอลรูม ชั้น 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี 

นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าวว่า การเปิดตัวศูนย์ข้อมูลฯ จัดขึ้นเพื่อยกระดับความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่น และกำหนดมาตรฐานใหม่ให้แก่ระบบสหกรณ์ไทยทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์วางแนวทางสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานในสังกัดเพื่อให้บริการและแก้ไขปัญหาแก่สหกรณ์ทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งยืนยันว่ากระทรวงฯ ไม่เคยละทิ้งสหกรณ์ โดยตนได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาแล้วกว่า 16 จังหวัด เพื่อนำมารวบรวมแก้ไขร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ส่วนการใช้งานระบบขณะนี้พร้อมเปิดตัวแล้ว แต่การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกจะมีการจัดลำดับชั้นเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

ขณะที่นายวุฒิพงษ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเสริมว่า กรมฯ พร้อมสนับสนุนภารกิจของส่วนราชการ หน่วยงานภาคี และสมาชิกสหกรณ์ทุกแห่ง โดยศูนย์ข้อมูลฯ จะช่วยให้ผู้บริหารและสมาชิกเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูล เช่น การแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรระดับจังหวัด การวิเคราะห์ความเสี่ยง (แสดงผลสีเขียว เหลือง แดง) และการเปรียบเทียบการลงทุนกับสหกรณ์ขนาดใกล้เคียงกัน 

นอกจากนี้ กรมฯ ยังคงสนับสนุนงบประมาณอบรมบัญชีปีละ 30,000–40,000 ราย พร้อมตั้งเป้าขยายฐาน “ครูบัญชี” ให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศภายในปี 2570–2571 พร้อมเชิญชวนเกษตรกรให้น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ว่า "บัญชีคือภูมิคุ้มกัน" มาปรับใช้ในการวางแผนทางการเงิน

ในโอกาสนี้ นางสาวปิยะรัฐชย์ ได้มอบสิทธิ์การใช้งาน COOP Financial Platform ให้แก่หน่วยงานภาคี พร้อมมอบโล่รางวัล “สหกรณ์ต้นแบบด้านดิจิทัล ประจำปี 2569” ระดับภูมิภาค จำนวน 20 รางวัล ขณะที่ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตร “สหกรณ์ต้นแบบด้านดิจิทัล ประจำปี 2569” ระดับจังหวัด จำนวน 114 รางวัล เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจแก่สหกรณ์ที่นำระบบบัญชีไปใช้จนเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืนต่อไป

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“ปลากระโห้ ล้ำค่าคู่พระบารมีสองพระองค์” ไฮไลต์นิทรรศการกรมประมง ในงานสีสรรพรรณไม้ฯ" ประจำปี2569


นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่องานด้านการประมงไทย ทรงหวงแหนธรรมชาติและสายน้ำ ทรงมีพระราชดำริจัดตั้ง “โครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทย” เพื่อศึกษาวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หายากและใกล้สูญพันธุ์แล้วปล่อยคืนสู่ธรรมชาติคืนความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ พร้อมทั้งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและสร้างรายได้ให้กับราษฎรในพื้นที่ชนบท ซึ่ง กรมประมงได้มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยความสำเร็จครั้งสำคัญคือการเพาะขยาย “พันธุ์ปลา


ปลากระโห้” สัตว์น้ำจืดทรงคุณค่าของไทย ด้วยวิธีฝ“ปลากระโห้ ล้ำค่าคู่พระบารมีสองพระองค์”  ไฮไลต์นิทรรศการกรมประมง ในงานสีสรรพรรณไม้ฯ" ประจำปี256นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่องานด้านการประมงไทย ทรงหวงแหนธรรมชาติและสายน้ำ ทรงมีพระราชดำริจัดตั้ง “โครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทย” เพื่อศึกษาวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หายากและใกล้สูญพันธุ์แล้วปล่อยคืนสู่ธรรมชาติคืนความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ พร้อมทั้งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและสร้างรายได้ให้กับราษฎรในพื้นที่ชนบท ซึ่ง กรมประมงได้มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยความสำเร็จครั้งสำคัญคือการเพาะขยาย “พันธุ์ปลากระโห้” สัตว์น้ำจืดทรงคุณค่าของไทย ด้วยวิธีผสมเทียมได้สำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อปีพ.ศ. 2528 
 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมประมง ได้ดำเนินการเพาะขยายพันธุ์อย่างต่อเนื่องเพื่อปล่อยพันธุ์ปลาคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและฟื้นฟูประชากรปลากระโห้ของประเทศไทย โดยในช่วงปีงบประมาณ 2566 – 2568 กรมประมงได้ปล่อยพันธุ์ปลากระโห้คืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติรวม 90,100 ตัวและในปีงบประมาณ 2569 มีแผนการดำเนินงานปล่อยปลากระโห้จำนวน 60,200 ตัวเพื่อฟื้นฟูประชากรปลากระโห้ให้กลับมาอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้กรมประมงได้ดำเนินการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำจืดของไทยตามโครงการ จำนวนทั้งสิ้น56 ชนิดและดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ปีละไม่ต่ำกว่า 25 ล้านตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในโอกาสมหามงคลต่างๆ ทำให้พันธุ์ปลาตลอดจนพันธุ์สัตว์น้ำอื่นๆ เจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ให้แก่แหล่งน้ำของไทยตลอดไป 
ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่องานด้านการประมงไทย กรมประมง จึงได้เตรียมจัดนิทรรศการในหัวข้อ “สืบสานพระราชปณิธานฟื้นฟูสายน้ำ:ปลากระโห้ล้ำค่าคู่พระบารมีสองพระองค์” ขึ้นภายในงาน "สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ" ประจำปี2569 ระหว่างวันที่ 8- 13 สิงหาคม 2568 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ



กิจกรรมประกอบด้วย นิทรรศการวิชาการและการสาธิตการแปรรูปสัตว์น้ำจากพันธุ์ปลาไทย ในเมนู“ปลากระโห้ซาเตี๊ยะ” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เข้าชมงานได้เรียนรู้การนำปลาไทยมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารอร่อยๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง กรมประมงจึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเที่ยวชมงานและร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมสัมผัสความน่าอัศจรรย์ของทรัพยากรสายน้ำไทยในนิทรรศการของกรมประมง ระหว่างวันที่8 - 13 สิงหาคมนี้ ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ
  /////////////////

กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนา “อ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่

 

กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนา “อ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ” รับฟังทุกความเห็น สรุปผลศึกษา มุ่งแก้ภัยแล้ง-ลดน้ำท่วม สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กำแพงเพชร

กำแพงเพชร – กรมชลประทานเดินหน้าผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร จัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ การศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เพื่อนำเสนอผลการศึกษา รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการ ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายสกุลเพชร พิกุลประเสริฐ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อถือเป็นโครงการสำคัญที่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การอุทาปโภคบริโภค และช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอให้กรมชลประทานเดินหน้าสร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ



ด้านนายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านการวางแผน) สำนักบริหารโครงการ พัฒนา “อ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ ในฐานะประธานกำกับการศึกษา เปิดเผยว่า จากการศึกษาภาพรวมของลุ่มน้ำคลองสวนหมาก พบว่าพื้นที่ประสบปัญหาหลัก 2 ด้าน คือ ภัยแล้งจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภค-บริโภค และ ปัญหาน้ำท่วม ทั้งจากน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ต้นน้ำและน้ำท่วมขังในพื้นที่ราบก่อนลงสู่แม่น้ำปิง

กรมชลประทานจึงศึกษาแนวทางบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยเห็นว่า อ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ เป็นโครงการที่เหมาะสมในการหน่วงน้ำหลากช่วงฤดูฝน ควบคู่กับการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ผลการศึกษาระบุว่า โครงการประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อและฝายคลองอีจ้อ มีความจุเก็บกักน้ำประมาณ 3.42 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 5,193 ไร่ และพื้นที่ชลประทาน 4,785 ไร่ ผ่านระบบส่งน้ำด้วยท่อและสถานีสูบน้ำด้วยโซลาร์เซลล์บ้านไทรพัฒนา รวมทั้งสามารถใช้เป็นแหล่งน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาสำหรับชุมชน โดยเฉพาะหมู่ที่ 9 บ้านไทรพัฒนา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี






ตลอดกระบวนการศึกษา กรมชลประทานได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแล้ว 3 ครั้ง รวม 4 เวที มีผู้เข้าร่วมกว่า 434 คน และในการประชุมปัจฉิมนิเทศครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุม 146 คน เพื่อนำเสนอผลการศึกษา มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อไป

แม้ยังมีประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะพื้นที่บ้านไทรพัฒนา หมู่ 9 ตำบลโป่งน้ำร้อน แสดงความกังวลเรื่องผลกระทบจากน้ำท่วม ความปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางน้ำ และคุณภาพน้ำจากสารเคมีทางการเกษตร แต่กรมชลประทานยืนยันว่าจะรับฟังทุกความคิดเห็น และนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงโครงการ พร้อมกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน

นายปรัชญา กล่าวย้ำว่า กรมชลประทานมีความตั้งใจแก้ไขปัญหาของประชาชนโดยยึดหลักการมีส่วนร่วม พร้อมนำข้อมูลจากทุกเวทีรับฟังความคิดเห็นมาปรับปรุงการออกแบบโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ และลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด

หากโครงการได้รับการดำเนินการจนแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ลดความเสียหายจากภัยแล้งและอุทกภัย สนับสนุนภาคการเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอคลองลาน และอำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

กยท. ก้าวสู่ปีที่ 12 เปิดตัว "ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง" พลิกวิกฤต 3 เด้ง ลดต้นทุน ฟื้นดิน เพิ่มโอกาสเกษตรกรไทย

    นวัตกรรมแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นปุ๋ยมาตรฐานพรีเมียม แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ-น้ำนมดิบล้นตลาด-ลดพึ่งพาปุ๋ยเคมี ผลิตล็อตแรกกว่า 800 ตัน พร้อมส่งมอบสิ้นเดือนนี้

   ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เดินหน้าสร้างมิติใหม่ให้ภาคการเกษตรไทย ด้วยการเปิดตัว "ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง มาตรฐานพรีเมียม" ภายใต้แบรนด์ กยท. เพื่อลดต้นทุนการผลิต ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน และยกระดับคุณภาพการเพาะปลูกของเกษตรกรทั่วประเทศ



  นายญาณกิจ ญาณกิจ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การริเริ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินงานภายใต้แนวคิดการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยสามารถบูรณาการแก้ไขปัญหาสำคัญของภาคการเกษตรระดับชาติได้ถึง 3 ด้านไปพร้อมกัน ทั้งการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ วิกฤตน้ำนมดิบล้นตลาด และเป็นทางเลือกทดแทนปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง

  เปิดสูตรลับนวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์ กยท. จากวัสดุเหลือใช้สู่มูลค่าเพิ่มความโดดเด่นของปุ๋ยอินทรีย์ กยท. คือการนำวัตถุดิบตกค้างจากการผลิตน้ำหมักชีวภาพมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเพื่อสร้างมูลค่า โดยมีสัดส่วนของส่วนผสมที่ผ่านการคำนวณมาอย่างเหมาะสม ได้แก่ : กากตะกอนโรงงานน้ำตาล 40% กากตะกอนจากการหมักปลา (ช่วยแก้ปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่น) 25%  มูลโคนม 20%  กากตะกอนจากการหมักนมสด (กู้วิกฤตน้ำนมดิบล้นตลาด) 10%  กากถั่วเหลือง 5%

  มุ่งฟื้นฟูสภาพดินเสื่อมโทรม คืนความสมบูรณ์สู่สวนยางและพืชทุกชนิดคุณประโยชน์หลักของปุ๋ยอินทรีย์สูตรนี้คือ การช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้เกิดช่องว่างอากาศในดิน ส่งผลให้ดินสามารถเก็บธาตุอาหารและอุ้มน้ำได้มากขึ้น พืชจึงสามารถดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีปริมาณธาตุอาหารหลักที่เป็นประโยชน์อยู่น้อย จึงจำเป็นต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามชนิดของพืชอย่างเหมาะสม ครอบคลุมทุกการเพาะปลูก ด้วยอัตราการใช้ที่ได้มาตรฐาน

   ปุ๋ยอินทรีย์ กยท. มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชทุกชนิด โดย กยท. ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำและวิธีการใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้:

 ปาล์มน้ำมันและยางพารา: ใช้ในช่วงต้นฝน อัตรา 2 กิโลกรัม/ต้น/ปี โดยโรยบริเวณรอบทรงพุ่ม รัศมีทรงพุ่ม แล้วพรวนกลบ

 นาข้าว: ใช้ตอนทำเทือก อัตรา 300 กิโลกรัม/ไร่

 พืชไร่: ใช้ช่วงเตรียมดิน หรือช่วงพืชอายุ 10-15 วัน อัตรา 200 กิโลกรัม/ไร่

 ไม้ผล ไม้ยืนต้น: ใช้ช่วงต้นฝน อัตรา 20 กิโลกรัม/ต้น/ปี

 พืชผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ และสนามหญ้า: ใช้ช่วงเตรียมดิน อัตรา 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร

 โดยการันตีคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์ กยท.  พร้อมส่งมอบล็อตแรกสิ้นเดือนนี้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ กยท. ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานคุณภาพจากกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากกรมพัฒนาที่ดิน ปัจจุบัน กยท. ได้ดำเนินการผลิตปุ๋ยล็อตแรกจำนวนกว่า 800 ตัน ซึ่งพร้อมส่งมอบให้แก่เกษตรกรภายในสิ้นเดือนนี้


วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

"สวนป่าเล้งเหลา" ต้นแบบ Young Smart Farmer พลิกผืนป่าสร้างรายได้ยั่งยืน

 


กรมส่งเสริมการเกษตรดัน "สวนป่าเล้งเหลา" ต้นแบบ Young Smart Farmer เปลี่ยนสวนป่าธรรมดาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสุดชิค บรรยากาศกรีนๆ ตอบโจทย์สายคอนเทนต์และคนรักธรรมชาติ

นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย โดยส่งเสริมให้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการฟาร์ม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูป การตลาด และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อสร้างรายได้ที่หลากหลายและยั่งยืน

หนึ่งในต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ คือ สวนป่าเล้งเหลา ของนายณภัทร ธรรมาภิวัฒน์ Young Smart Farmer อำเภอท่าแซะ  จ.ชุมพร ซึ่งได้พัฒนาพื้นที่จากสวนเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ของชุมชน โดยผสมผสานองค์ความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จนเกิดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ ได้สัมผัสวิถีเกษตรและเรียนรู้จากประสบการณ์จริง. 

สวนป่าเล้งเหลาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ พัฒนาให้เป็นทั้งแหล่งผลิตพืชคุณภาพ แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตทางการเกษตร การจัดการสวน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนร่วมทำกิจกรรมเชิงเกษตรที่สร้างความเข้าใจในวิถีชีวิตของเกษตรกร และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค




สวนป่าเล้งเหลายังต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น กาแฟหอมกลิ่นป่า น้ำผึ้งโพรง พร้อมพัฒนาช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของชุมชน ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ครัวเรือนและเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมถึงการปลูกป่าผสมผสาน ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและคุณภาพดินธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี




"การท่องเที่ยวเชิงเกษตรไม่ได้เป็นเพียงการเปิดสวนต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นการต่อยอดศักยภาพของภาคการเกษตรด้วยการถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของชุมชน ให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้ที่มาของผลผลิตและเห็นคุณค่าของอาชีพเกษตรกร “

สวนป่าเล้งเหลาเป็นตัวอย่างของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาพื้นที่การเกษตรให้เกิดประโยชน์รอบด้าน ทั้งด้านการผลิต การเรียนรู้ และการท่องเที่ยว จนสามารถยกระดับผลผลิต เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน นับเป็นต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดและขยายผลสู่พื้นที่อื่น เพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืน

#สวนป่าเล้งเหลา #YoungSmartFarmer #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เที่ยวเชิงเกษตร #ที่เที่ยวชุมพร #คาเฟ่ในสวน #กาแฟหอมกลิ่นป่า #น้ำผึ้งโพรง #กรมส่งเสริมการเกษตร #เกษตรยั่งยืน #รีวิวที่เที่ยว #AmazingThailand

ชูต้นแบบสวนกาแฟโรบัสต้าชุมพร พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยเกษตรเชิงฟื้นฟู ยกระดับสู่กาแฟคุณภาพพิเศษด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

 


จังหวัดชุมพรได้รับการยกระดับสู่พื้นที่ต้นแบบการพัฒนากาแฟโรบัสต้าคุณภาพของประเทศ ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการวิจัย เทคโนโลยี และการส่งเสริมการเกษตร พัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้แนวคิด เกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรอย่าง

 

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาการผลิตกาแฟคุณภาพ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรนำหลักเกษตรเชิงฟื้นฟูมาประยุกต์ใช้ในการจัด
การสวนกาแฟ เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทย ซึ่งจังหวัดชุมพรนับเป็นพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในต้นแบบสำคัญ
คือ สวนจันทิวา อำเภอเมืองชุมพร ที่ได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้และแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตกาแฟโรบัสต้าคุณภาพ ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาเครือข่ายชุมชนนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มศักยภาพของผู้ผลิตกาแฟโรบัสต้าจังหวัดชุมพร” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ร่วมดำเนินงานกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่



ธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของการดำเนินงานเกิดจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการเมล็ดกาแฟหลังการเก็บเกี่ยวอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลเชอร์รี่ที่มีคุณภาพ การแปรรูป

ที่ถูกสุขลักษณะ การควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ไปจนถึงการนำนวัตกรรม ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้าควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอัตโนมัติ มาใช้ในการลดข้อจำกัดจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะ
ในช่วงฤดูฝนของจังหวัดชุมพร ช่วยให้เกษตรกรสามารถรักษาคุณภาพเมล็ดกาแฟได้อย่างสม่ำเสมอ ลดความเสียหาย
และยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่กาแฟคุณภาพพิเศษ นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว โครงการยังสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของผู้ผลิตกาแฟในจังหวัดชุมพร โดยมีเกษตรกรจาก 10 กลุ่มผู้ผลิตร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ฝึกปฏิบัติจริง และพัฒนากระบวนการแปรรูปในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ด้านรสชาติ เพิ่มมูลค่าผลผลิต และยกระดับศักยภาพของผู้ผลิตกาแฟโรบัสต้าของจังหวัดชุมพร





สำหรับแนวทาง เกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่นำมาประยุกต์ใช้ในสวนกาแฟนั้น
มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสุขภาพดิน
เพิ่มอินทรียวัตถุและความหลากหลายของจุลินทรีย์ในดิน ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร อนุรักษ์หน้าดิน
และแหล่งน้ำ รวมถึงส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพภายในสวนผ่านการปลูกไม้ร่มเงาและพืชร่วม ซึ่งช่วยรักษาความชื้น เพิ่มธาตุอาหาร และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นกาแฟ ในพื้นที่จังหวัดชุมพรที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้น การดำเนินงานตามแนวทางเกษตรเชิงฟื้นฟูยังช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดินและชีวมวล เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ และเสริมความแข็งแรงให้ต้นกาแฟสามารถปรับตัวต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กันนั้น ยังมีการพัฒนากระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวด้วยโรงตากและตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอัตโนมัติ ช่วยลดการสูญเสียจากสภาพอากาศ ลดการใช้พลังงาน และรักษาคุณภาพเมล็ดกาแฟให้ได้มาตรฐาน ส่งผลให้สามารถผลิตกาแฟโรบัสต้าคุณภาพพิเศษ (Specialty Robusta) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และตอบสนองความต้องการของตลาดกาแฟคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ผลลัพธ์ของการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะการแปรรูป และการใช้นวัตกรรม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการผลิตกาแฟโรบัสต้าคุณภาพพิเศษที่มีคะแนนการชิม (Cupping Score) ตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป อันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาส
ทางการตลาด และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร 

ความสำเร็จของสวนจันทิวา จึงเป็นต้นแบบของการพัฒนากาแฟโรบัสต้าที่เชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม
และการส่งเสริมการเกษตรเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสามารถดำเนินควบคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างสมดุล และเป็นโมเดลสำคัญในการขยายผลสู่พื้นที่ปลูกกาแฟแห่งอื่นของประเทศไทย เพื่อยกระดับกาแฟไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล.- 


วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

รมช.ปิยะรัฐชย์ ปล่อยคาราวานแท็กซี่ EV 20 คัน ดันสหกรณ์สู่ยุคพลังงานสะอาด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้สมาชิก

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานปล่อยขบวนรถแท็กซี่ไฟฟ้าของสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ จำกัด จำนวน 20 คัน ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อช่วยให้สมาชิกเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ประกอบอาชีพ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิต


รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า โครงการ "EV เพื่ออนาคต" เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่ช่วยให้สหกรณ์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปปล่อยกู้แก่สมาชิกใช้เป็นเงินดาวน์รถยนต์ไฟฟ้า โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดสรรงบจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์รวม 20 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

"นี่ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนรถแท็กซี่ไฟฟ้า แต่เป็นการสร้างโอกาสให้สมาชิกสหกรณ์มีต้นทุนที่ลดลง รายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพในระยะยาว" รัฐมนตรีช่วยฯ กล่าว


ด้านนายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้อนุมัติเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 4 ล้านบาท ให้สหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ จำกัด เพื่อนำไปช่วยสมาชิก 20 ราย เปลี่ยนมาใช้รถแท็กซี่ไฟฟ้า พร้อมทั้งสนับสนุน สหกรณ์แท็กซี่บ่อทอง จำกัด จังหวัดชลบุรี อีก 2.5 ล้านบาท และอยู่ระหว่างขยายผลไปยังสหกรณ์บริการด้านการขนส่งทั่วประเทศ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ตั้งเป้าพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับหลักเกณฑ์ให้สมาชิกเข้าถึงแหล่งทุนได้สะดวกมากขึ้น เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านจากรถใช้น้ำมันสู่รถยนต์ไฟฟ้า รองรับอนาคตของระบบขนส่งสาธารณะไทย และยกระดับบทบาทของสหกรณ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


#EVเพื่ออนาคต #แท็กซี่ไฟฟ้า #กรมส่งเสริมสหกรณ์ #กองทุนพัฒนาสหกรณ์ #สหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ #รถEV #พลังงานสะอาด #เศรษฐกิจสีเขียว #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #เม้าท์ข่าวเล่าเรื่อง

ARDA โชว์นวัตกรรม "ข้าวทนเค็ม" ผสาน AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า 7 วัน เพิ่มผลผลิตกว่า 3 เท่า รับมือ Climate Change



ARDA เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง พัฒนาพันธุ์ข้าวทนเค็มควบคู่ระบบ AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า 7 วัน ช่วยเกษตรกรรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดความเสียหายจากน้ำทะเลรุกล้ำ เพิ่มผลผลิตกว่า 3 เท่า พร้อมยกระดับการบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ สร้างความมั่นคงทางอาหารและเสริมศักยภาพภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA นำคณะผู้บริหาร และสื่อมวลชนลงพื้นที่พัทลุง ติดตามผลงานวิจัยนวัตกรรมข้าวทนเค็ม และระบบ AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า ภายใต้กิจกรรม "ARDA Agri Trek : ตามรอยงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง"
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ทุกครั้งที่น้ำทะเลรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเพียงค่าความเค็มของน้ำสูงเกิน 1.5 กรัมต่อลิตร (1.5 ppt) ต้นข้าวอาจไม่ออกรวง เมล็ดลีบ หรือยืนต้นตาย ส่งผลให้หลายพื้นที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยในปี 2563 พื้นที่นาข้าวในจังหวัดสงขลาและพัทลุงได้รับความเสียหายกว่า 60,000 ไร่ ขณะที่บางแปลงให้ผลผลิตเหลือเพียง 200 - 300 กิโลกรัมต่อไร่ จากผลผลิตปกติมากกว่า 700 กิโลกรัมต่อไร่ ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมการข้าวเพื่อพัฒนา "พันธุ์ข้าวทนเค็ม" ควบคู่กับเทคโนโลยีการผลิตสำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันพันธุ์ข้าวทนเค็มผ่านการรับรองกรมการข้าวเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ กข 43 กข55 กข 77 และกข 109 ซึ่งสามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มรุกล้ำ ช่วยลดการสูญเสียผลผลิต รักษาคุณภาพข้าว และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

.

นอกจากนี้ โครงการยังบูรณาการข้อมูลค่าความเค็มแบบเรียลไทม์ร่วมกับระบบพยากรณ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อช่วยเกษตรกรวางแผนช่วงเวลาเพาะปลูกและบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากผลกระทบของน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันโครงการสามารถขยายผลสู่พื้นที่กว่า 148,000 โดยพบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 250 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นมากกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,400 บาทต่อไร่
ขณะเดียวกัน คณะนักวิจัยยังอยู่ระหว่างการทดสอบพันธุ์ข้าวทนเค็มรุ่นใหม่ ที่สามารถปรับตัวในพื้นที่มีค่าความเค็ม 2-5 ppt ได้แก่ สายพันธุ์ PSL05101-14-2-4-4-1, PSL13417-2-7-2-1-1-1 และพันธุ์ไร่มะขาม (พันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี) เพื่อผลักดันสู่การรับรองพันธุ์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาวนวัตกรรม AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า 7 วัน เครื่องมือใหม่รับมือ Climate Change
แม้จะมีพันธุ์ข้าวทนเค็ม แต่หากหน่วยงานและเกษตรกรไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าน้ำเค็มจะรุกเข้าพื้นที่เมื่อใด การบริหารจัดการน้ำก็ยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหาย ดังนั้น ARDA จึงสนับสนุนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พัฒนาระบบ AI พยากรณ์ค่าความเค็มล่วงหน้า 7 วัน เพื่อให้หน่วยงานบริหารจัดการน้ำและเกษตรกรมีเวลาวางแผนเปิด – ปิดประตูระบายน้ำ สำรองน้ำจืดอละกำหนดช่วงเวลาเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำก่อนเกิดวิกฤติ จุดเด่นของงานวิจัย คือการเชื่อมโยงข้อมูลความเค็ม ระดับน้ำ ปริมาณฝน และสภาพอากาศ เข้ากับระบบ AI ข้อมูลทั้งหมดถูกรวบรวมจากทุ่น GPS Drifter จำนวน 10 ตัว และสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำกว่า 16 สถานี ก่อนส่งผ่านเว็บไซต์ www.skawater.com, Facebook และ LINE เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง




ปัจจุบันระบบถูกนำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำแล้วกว่า 40 องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสำนักงานชลประทานที่ 16 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรน้ำ และคณะกรรมการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 148,000 ไร่ และเกษตรกร 200 ครัวเรือน โดยตั้งเป้าช่วยลดความเสียหายจากน้ำเค็มรุกล้ำ 50% และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 94.7 ล้านบาทต่อปี นับเป็นต้นแบบการประยุกต์ใช้ Climate Tech และ Smart Water Management ที่เปลี่ยนข้อมูลวิจัยให้เป็นการตัดสินใจเชิงรุก ลดความสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ



“ผลงานวิจัยทั้งหมดสะท้อนบทบาทของ ARDA ในการลงทุนวิจัยเพื่อแก้โจทย์ประเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพสู่เศรษฐกิจสุขภาพ การพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อรับมือพื้นที่เสี่ยงน้ำเค็ม ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง ลดความเสี่ยงของเกษตรกร สร้างรายได้ใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” ผอ. ARDA กล่าว

เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การร...