Powered By Blogger

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2567

อ.ส.ค.รณรงค์การบริโภคนม “วันดื่มนมโรงเรียนโลก” ประจำปี 67


   อ.ส.ค.รณรงค์การบริโภคนมใน “วันดื่มนมโรงเรียนโลก” ประจำปี 2567 พร้อมเดินหน้ารณรงค์ส่งเสริมคนไทยดื่มนมมากขึ้น  เพื่อสนองนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ตั้งเป้าหมายให้คนไทยบริโภคนม 25 ลิตร/คน/ปีภายในปี 2569



นายสมพร  ศรีเมือง  ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)  กล่าวว่า    ตามที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) ได้กำหนดให้วันพุธสุดท้ายของเดือนกันยายนของทุกปีเป็น “วันดื่มนมโรงเรียนโลก” หรือ The World School Milk Day สำหรับโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนในประเทศไทยได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 32 ปีนับจากปี พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ของนักเรียนและเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำนมดิบในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของรัฐ ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดของเกษตรกรได้  โดยในส่วนของ อ.ส.ค.ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมนมของประเทศรู้สึกยินดีที่ “วันดื่มนมโรงเรียนโลก” เวียนบรรจบครบรอบอีก 1ปี อ.ส.ค.มีความมุ่งมั่นในการเดินหน้ารณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยหันมาดื่มนมมากขึ้นเทียบเท่ามาตรฐานสากลเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัย



  นายสมพรกล่าวด้วยว่า  นมและผลิตภัณฑ์จากนมมีความสำคัญต่อโภชนาการของคนตลอดทุกช่วงชีวิต โดยเฉพาะวัยเด็กมีความสำคัญเป็นอย่างมากในกระบวนการเจริญเติบโต เพราะนมเป็นแหล่งอาหารที่มีแร่ธาตุแคลเชียมสูง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโปรตีน เกลือแร่ต่างๆ เช่น ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โพแทสเซียม คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามิน ช่วยเสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย มีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบประสาทและสมอง   



              ดังนั้น เราควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 400 มิลลิลิตร เพื่อการมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรง โดยที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งเป้าหมายให้คนไทยบริโภคนม 25 ลิตร/คน/ปีภายในปี 2569 อ.ส.ค.ได้ให้ความสำคัญในการรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยหันมาดื่มนมมากขึ้น  โดยตลอดปีที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมรณรงค์การดื่มนมอย่างต่อเนื่อง  เพื่อกระตุ้นให้คนไทยทุกเพศ ทุกวัยหันมาดื่มนมมากขึ้น  รวมทั้งเร่งวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีหลากหลายในรสชาติจะช่วยกระตุ้นและจูงใจให้คนหันมาดื่มนมมากยิ่งขึ้น เช่น พัฒนาผลิตภัณฑ์นม ไทย-เดนมาร์คแลคโตสฟรี (Thai-Denmark Lactose Free) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมาตอบโจทย์คนที่แพ้นม หรือทานแล้วเกิดอาการท้องเสีย หรืออาการข้างเคียงอื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ให้ทำให้อัตราการดื่มนมของคนไทยน้อยกว่าประเทศอื่นค่อนข้างมากและเพื่อแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆไปยังกลุ่มผู้บริโภค   ในอนาคต อ.ส.ค. ยังคงมุ่งมั่นในการผลิตผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอย่างครบวงจรและมีความหลากหลายเพื่อเสริมสร้างโภชนาการที่ดีขึ้นให้แก่คนไทย 

    สำหรับผลดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน หรือโครงการนมโรงเรียน อ.ส.ค.ในฐานะหนึ่งในผู้ประกอบการนมโรงเรียนได้ให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงปลายทางตั้งแต่โรงงานการผลิต มาตรฐานการขนส่งจนถึงโรงเรียน โดยในระบบการผลิตคุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงโคนมต้องได้มาตรฐานระดับ GAP เพื่อส่งเสริมสุขภาพโคนมให้ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อผลิตน้ำนมให้ได้คุณภาพดี ส่วนโรงงานผลิตนมต้องได้มาตรฐานตาม GMP ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และระบบการขนส่งนมก็ต้องได้คุณภาพมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ซึ่งโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนถือเป็นโครงการที่มีประโยชน์ส่งเสริมสุขภาพ พลานามัยของเด็กไทยให้แข็งแรง และยังช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีอาชีพที่ยั่งยืนอีกด้วย


    


พช. ยกทัพกูรู จัดเต็ม 14 หลักสูตร ติวเข้มผู้ประกอบการ ก้าวสู่ความเป็นเลิศที่เหนือระดับ OTOP Premium สร้างโอกาสธุรกิจ สู่สากล

 


          กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) จัดเต็ม 14 หลักสูตร อบรมผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 4-5 ดาว ประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร จำนวน 105 กลุ่ม/ราย จาก 63 จังหวัด ยกทัพกูรูผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา ร่วมกันยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศที่เหนือระดับ OTOP PREMIUM   

     


       นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร  โดยมี ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมกิจกรรม ที่โรงแรมรามาการ์เด้น วิภาวดีรังสิต กรุงเทพ

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Premium สู่สากล ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จากผลการดำเนินงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Premium สู่สากล ที่ผ่านมา มีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยส่งเสริมให้มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยนำแนวความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์ของชุมชน มีการสร้างเรื่องราว การปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ
สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้น 3 วัน โดยมุ่งยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP
ของกลุ่มเป้าหมายให้เป็นสินค้า
Premium ผ่าน 14 หลักสูตร อาทิ หลักสูตรมองเห็นโอกาส มองข้ามอุปสรรค
โดย คุณเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด / หลักสูตร
Smart OTOP to Global โดย คุณอิศรา อัคคะประชา กรรมการบริหารและผู้จัดการฝ่ายตลาด บริษัท ห้างขายยาตราใบห่อ จำกัด ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Focus Group กับผู้แทนภาครัฐหรือเอกชนที่ดำเนินธุรกิจในการส่งออก เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
ให้เป็นสินค้าระดับ Premium สู่สากล        


สำหรับโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสมุนไพร
ที่ไม่ใช่อาหาร
จัดขึ้นภายใต้แนวคิดNew Era of Excellence OTOP PREMIUM ความเป็นเลิศที่เหนือระดับ” OTOP PREMIUM มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์
OTOP เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ในโอกาสต่อไปด้วย

วิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก จัดประชุมวิชาการนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างวัฒนธรรมมุ่งรวมความหลากหลายให้เป็นหนึ่ง


วิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ โดย สำนักงานการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเกริก ร่วมกับ สถาบันวะสะฏียะฮ์เพื่อสันติภาพและการพัฒนา สำนักจุฬาราชมนตรี สมาพันธ์ศิษย์เก่าอัล-อัซฮัรโลก สาขาประเทศไทย ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมมหาวิทยาลัยมุสลิมแห่งเอเชีย ร่วมจัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งที่ 2 หัวข้อ "การอยู่ร่วมกันของชนกลุ่มน้อยมุสลิมในกลุ่มประเทศ Non-Muslim States ในเอเชีย: เอกภาพ สันติภาพ การเคารพ และความเข้าใจซึ่งกันและกัน" ณ มหาวิทยาลัยเกริก โดยได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย ฮาละฮ์ ยูซุฟ อะห์มัด เราะญับ (H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab) เป็นประธานในการเปิดการประชุม โดยมี ผู้แทนระดับสูงจากสถานเอกอัครราชทูตปากีสถาน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว กาตาร์ อิหร่าน และญี่ปุ่น ตลอดจนนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศกว่า 20 สถาบัน รวมกว่า 200 คนเข้าร่วมงานดังกล่าว


       ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อับดุลเลาะ หนุ่มสุข ผู้ทรงคุณวุฒิจากจุฬาราชมนตรี ได้กล่าวปาฐกถานำพร้อมทั้ง กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดประชุม ฯ ในครั้งนี้มี 2 ประการ คือ รวบรวมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ มานำเสนอบทความ ผลงานทางวิชาการเรื่องการอยู่ร่วมกันของมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อยในอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บรูไน สหพันธรัฐมาเลเซีย  สาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นต้น ว่าการดำรงอยู่ของพี่น้องมุสลิมที่เป็นส่วนน้อยในประเทศต่าง ๆ ดำรงอยู่กันอย่างไร อีกทั้งระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ ทำความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันของแต่ละประเทศ ซึ่งบทความ ข้อคิดเห็นที่นำมาประชุมในระดับนานาชาติครั้งนี้จะมีคุณค่าเพื่อการตีพิมพ์สู่สาธารณชนต่อไป


“อีกประการที่สำคัญ คือ ได้เผยแพร่ภาพการให้ความสำคัญต่อประชากรมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อย ผ่านการประชุมระดับนานาชาติ โดยวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ม.เกริก เราได้เห็นความร่วมมือของพี่น้องมุสลิมจากหลากหลายประเทศ รวมถึงผู้แทนจากสถานทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รัฐกาตาร์ สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ให้เกียรติมาร่วมในพิธีเปิดวันนี้ เพื่อแสวงหาการอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพในสังคมพหุวัฒนธรรม (Multicultural Society) ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย มีความแตกต่างกันทางด้านภาษา การแต่งกาย ศาสนา สังคม ประเพณี วัฒนธรรม ว่าการอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมในเชิงบวก โดยเฉพาะในอุษาคเนย์จะกระทำได้อย่างไร มีประโยชน์มากมายเพียงใด” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อับดุลเลาะ กล่าว



   ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีความมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าทางการศึกษา ขยายขอบเขตการศึกษา พัฒนาองค์ความรู้ให้นักศึกษาเพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งมีความตั้งใจสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างประเทศที่มีความแตกต่างทางด้านภาษา ศาสนา วัฒนธรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในสังคมที่มีความหลากหลายและพร้อมจะอยู่ร่วมกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ก่อตั้งวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ม.เกริก ในปี พ.ศ.2564 เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรในด้านต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม การเงินอิสลาม การเมือง และการศึกษาอิสลาม

“ล่าสุด มหาวิทยาลัยได้สนับสนุนการสนทนาระดับนานาชาติ จัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ครั้งที่ 2 ผ่านการขับเคลื่อนของวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ภายใต้หัวข้อการอยู่ร่วมกันของชนกลุ่มน้อยมุสลิมของกลุ่ม Non-Muslim States ในเอเชีย  เอกภาพ สันติภาพ การเคารพ และความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยได้เชิญคณะนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงจากทั้งในและต่างประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของพลังนักวิชาการจากเอเชียที่จะส่งเสริมความเข้าใจระหว่างความหลากหลายทางวัฒนธรรม

          นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ม.เกริก ในการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการและแลกเปลี่ยนมุมมองให้ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งเป็นความพยายามที่จะนำความร่มเย็นสู่สังคมอีกทางหนึ่ง” อธิการบดี ม.เกริก กล่าว


      ศาสตราจารย์ ดร.จรัญ มะลูลีม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า การจัดประชุมระดับวิชาการนานาชาติ ครั้งที่ 2 นี้ นับเป็นหนึ่งในความร่วมมือทางด้านวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ม.เกริก เพื่อขยายขอบฟ้าแห่งการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น และได้รับความสนใจจากนักวิชาการหลากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมาชิกจากสมาคมมหาวิทยาลัยมุสลิมเอเชียซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 80 มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน และที่สำคัญคือเอกอัครราชทูตดังที่ผู้ทรงคุณวุฒิจากจุฬาราชมนตรีได้นำเรียนข้างต้น ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น บทความทางวิชาการระหว่างกันถึงการอยู่ร่วมกันของชนกลุ่มน้อยในประเทศมุสลิม มาเข้าร่วมกว่า 300 ท่าน 


“ปัจจุบัน ม.เกริก มีนักศึกษาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมากกว่า 5,000 คน นักศึกษามุสลิมไม่ต่ำกว่า 300 คน และเริ่มมีนักศึกษาจากประเทศทางแถบแอฟริกา เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย สาธารณรัฐยูกันดา อีกทั้งจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธ์สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยเนปาล และอื่น ๆ เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัย เราจึงต้องการขยายขอบเขตการศึกษา โดยเน้นหนักในหัวข้อของการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย แสวงหาความรู้ร่วมกัน เกิดความเข้าใจ มีความสุข และก่อเกิดสันติภาพไปพร้อมกันให้กับเยาวชนไทยและเยาวชนที่มาจากประเทศอื่น”  ศ.ดร.จรัญ กล่าว

คณบดีวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ม.เกริก กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า วิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ มีหลักการพื้นฐานการเรียนการบริหารธุรกิจอิสลาม เช่น การเงินอิสลาม การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ สินค้าฮาลาล  ที่ทำรายได้ในแต่ละปีให้ประเทศไทยนับแสนล้านบาท อีกทั้งปัจจุบันมีธนาคารอิสลามอยู่ทั่วโลก ผลิตนักวิชาการเพื่อรองรับความหลากหลายนี้ เพื่อจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างโลกอิสลามกับประเทศไทยในที่สุด


เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การร...