Powered By Blogger

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร


กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การระบาดลง 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2569 ผ่าน 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่ เฝ้าระวังและสำรวจแปลงอย่างต่อเนื่อง กำจัดต้นเป็นโรคและควบคุมแมลงพาหะ ส่งเสริมการใช้พันธุ์สะอาดและพันธุ์ต้านทาน ควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ สร้างแหล่งพันธุ์สะอาดในชุมชน และบูรณาการทุกภาคส่วน พร้อมนำ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา” จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้นแบบการส่งเสริมการเกษตรที่นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาปรับใช้ในแปลงจริง ตั้งแต่การผลิต การจัดการโรคและศัตรูพืช การลดต้นทุน ไปจนถึงการรวมกลุ่มทำตลาด เตรียมต่อยอดสู่บริษัทเกษตรกรในอนาคต

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จ.กาญจนบุรี หนึ่งในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสำคัญของไทย โดยติดตามผลการดำเนินงาน 6 แนวทางหลัก เพื่อควบคุมและลดพื้นที่การระบาด ใบด่างมันสำปะหลังของกรมส่งเสริมการเกษตร ประกอบด้วย 1.เฝ้าระวังและสำรวจแปลงทุก 2-4 สัปดาห์ ค้นหาแหล่งพันธุ์สะอาดต้านทานโรครองรับฤดูปลูก 2.กำจัดแหล่งแพร่ระบาด โดยถอนทำลายต้นเป็นโรคทันที ขุดหลุมฝังอย่างถูกวิธีและควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบพาหะนำโรค 3.ใช้พันธุ์สะอาดและพันธุ์ต้านทาน ได้แก่ ขยายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอิทธิ1 อิทธิ2 อิทธิ3 และส่งเสริมพันธุ์ทนทาน เช่น เกษตรศาสตร์50 ห้วยบง60 และระยอง72 แทนพันธุ์อ่อนแอ 4.ควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนปลูกและเคลื่อนย้าย 5.สร้างแหล่งพันธุ์สะอาด จัดตั้งธนาคารท่อนพันธุ์ชุมชน และแปลงเรียนรู้ และ 6.บูรณาการทุกภาคส่วน ใช้เครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร พบว่าเกษตรกรยอมรับพันธุ์ต้านทานโรคมากขึ้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรวางแผน จะลดพื้นที่การระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังลง 30% ภายในปี 2569




นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันผลผลิตมันสำปะหลัง ในประเทศไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงต้องเร่งส่งเสริมให้เกิดเกษตรต้นแบบแปลงมันสำปะหลังที่มีประสิทธิภาพ สามารถยกระดับสูงขึ้นทั้งในด้านปริมาณผลผลิต คุณภาพ และรายได้ตอบแทนสู่เกษตรกร โดยผลการดำเนินงาน “กลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี” พบว่า สมาชิกเกษตรกรในกลุ่ม ใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่เหมาะสมกับพื้นที่และภูมิอากาศตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรในพื้นที่ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีจัดทำแปลงสาธิตการผลิตมันสำปะหลังโดยใช้เครื่องจักรกลเกษตร ประกอบด้วย การไถระเบิดดินดาน ใช้เทคนิคการปลูกมันสำปะหลังขยายร่อง การใช้รถปลูกมันสำปะหลัง การใช้หางพรวนทำรุ่นมันสำปะหลัง การใช้โดรนฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช การใช้ปุ๋ยตามการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง และการเพิ่มปริมาณเชื้อแป้ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี ที่เหมาะสมและตอบสนองต่อพื้นที่มากที่สุด พัฒนาบนมาตรฐานการผลิตเดียวกัน นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ใช้ปุ๋ยพืชสด ลดการเผา จัดการเศษวัสดุทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ สามารถบริหารต้นทุนและสร้างผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ แบ่งหน้าที่ชัดเจนในกลุ่มสมาชิก ทำตลาดแบบกลุ่ม และสร้างเครือข่ายกับผู้รับซื้อ เชื่อมโยงแหล่งจำหน่ายผลผลิตมันสำปะหลังที่มีการรับซื้อที่เป็นธรรม 


ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้วางแผนพัฒนา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570 – 2574 เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มยกระดับเป็น บริษัท แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา จำกัด “เป็นบริษัทเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังคุณภาพสูง บริหารด้วยนวัตกรรม เชื่อมโยงตลาด สร้างมูลค่าเพิ่ม และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน”


#โรคใบด่างมันสำปะหลัง #มันสำปะหลัง #กรมส่งเสริมการเกษตร #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #แปลงใหญ่ #แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา #กาญจนบุรี #เกษตรนวัตกรรม #เทคโนโลยีการเกษตร #ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต #เกษตรกรไทย #บริษัทเกษตรกร #นวัตกรรมการเกษตร #เกษตรยั่งยืน #เม้าท์ข่าว-เล่าเรื่อง

ชู “ศพก.” กลไกสำคัญขับเคลื่อนเกษตรไทยรับโลกผันผวน เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม สู่เกษตรกรในพื้นที่

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตรไทย รับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความผันผวนของตลาด และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง โดยมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ เท่าทันสถานการณ์ และสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพสินค้า และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน 

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดโครงการ “ตลาดองค์ความรู้สู่การพัฒนาเกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ณ จังหวัดกาญจนบุรี ว่า การขับเคลื่อนภาคการเกษตรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องทำให้องค์ความรู้เข้าถึงเกษตรกรและสามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งการให้ “เกษตรกรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” และเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้ที่ปฏิบัติจริงในพื้นที่ เชื่อมโยงกับองค์ความรู้จากภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่




ปัจจุบัน ภาคการเกษตรต้องเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนการผลิต ความผันผวนของตลาด และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่สามารถพึ่งพาองค์ความรู้จากภายนอกเพียงด้านเดียว แต่ต้อง “ดึงความรู้จากพื้นที่” โดยเฉพาะประสบการณ์และภูมิปัญญาของเกษตรกรที่ผ่านการลงมือทำจริง มาวิเคราะห์ แลกเปลี่ยน และต่อยอดให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่สามารถขยายผลได้

แนวคิด Climate Smart Agriculture (CSA) หรือเกษตรกรรมที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นอีกแนวทางสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร โดยมุ่งให้เกษตรกรสามารถปรับตัวและรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากร พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งหัวใจของ CSA ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีเดียวกันไปใช้

กับทุกพื้นที่ แต่คือการเลือกและออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหา ศักยภาพ และบริบทของเกษตรกร

แต่ละชุมชน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกระดับพื้นที่ที่จะเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดย ศพก. ไม่ควรเป็นเพียงสถานที่สำหรับถ่ายทอดความรู้จากหน่วยงานภาครัฐไปสู่เกษตรกร แต่ต้องเป็น “พื้นที่กลางของการสร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้” ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรเป็นทั้งผู้เรียนรู้และผู้ร่วมสร้างองค์ความรู้

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นผ่านการ “ฟัง – แลกเปลี่ยน – ทดลอง – เรียนรู้ – ขยายผล” โดยเริ่มจากการรับฟังปัญหาและประสบการณ์

ของเกษตรกรในพื้นที่ นำมาร่วมวิเคราะห์กับนักส่งเสริมการเกษตร นักวิชาการ ภาคเอกชน และเครือข่าย

ที่เกี่ยวข้อง เติมเต็มด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม จากนั้นทดลองใช้จริงในพื้นที่ ประเมินผล 

และนำแนวทางที่ได้ผลกลับมาถ่ายทอดและขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่น การจัดตลาดองค์ความรู้สู่การพัฒนาเกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย ณ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและภาคีเครือข่าย ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำโจทย์จากพื้นที่มาร่วมกันค้นหาคำตอบ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน  การจัดการน้ำ การปรับวิธีการผลิตเพื่อรับมือสภาพอากาศ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็น “ความรู้จากแปลง” ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง และเมื่อถูกนำมาแลกเปลี่ยน วิเคราะห์ และต่อยอดร่วมกับหลักวิชาการและเทคโนโลยี ก็สามารถพัฒนาเป็น “องค์ความรู้ของชุมชน” ที่นำไปใช้ประโยชน์และขยายผลในพื้นที่อื่นได้




ดังนั้น บทบาทของ ศพก. ในระยะต่อไปจึงเป็นการยกระดับจาก “ศูนย์ถ่ายทอดความรู้” สู่ “ศูนย์กลางการสร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้” และจากการมองเกษตรกรเป็น “ผู้รับความรู้” สู่การเป็น “ผู้ร่วมสร้างความรู้และร่วมออกแบบการเปลี่ยนแปลง” โดยมีเกษตรกรเป็นฐานขององค์ความรู้ในพื้นที่ มีนักส่งเสริมและนักวิชาการเป็นผู้เชื่อมโยงและเติมเต็ม และมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างทางเลือกใหม่ ขณะเดียวกัน ยังขับเคลื่อนการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์สถานการณ์ วางแผนการผลิต และกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกันบนพื้นฐานข้อมูลจริงและความต้องการของพื้นที่ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับ ศพก. และเครือข่ายเกษตรกร Young Smart Farmer เพื่อให้เกิดการทดลอง และขยายผลแนวทางการผลิตที่เหมาะสม และเชื่อมโยงสู่ตลาดได้อย่างเป็นระบบ การพัฒนาภาคการเกษตรในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการมุ่งเพิ่มผลผลิต แต่คือการสร้าง “เกษตรกร ยนต์ที่พร้อมปรับตัว” มีข้อมูลและองค์ความรู้เป็นฐาน สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างเหมาะสม รับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เชื่อมโยงการผลิตกับตลาด และทำงานร่วมกันผ่านเครือข่ายในพื้นที่ โดยมี “ศพก.” เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความรู้ที่อยู่ในแปลงให้เป็นพลังของชุมชน และเปลี่ยนพลังของชุมชนให้เป็นการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต






วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สทนช. รุกขับเคลื่อนแผนแม่บทลุ่มน้ำโขงอีสาน นำร่องพลิกโฉม "หนองหาร-ห้วยหลวงตอนล่าง" แก้วิกฤตน้ำท่วม-ภัยแล้งยั่งยืน



กรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เดินหน้าขับเคลื่อนแผนแม่บทลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ชูการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เป็นกลไกหลัก ลงพื้นที่เจาะลึก 2 โครงการยักษ์ เริ่มจากเร่งรัดแผนพัฒนา "หนองหาร" จังหวัดสกลนคร สู่การผลักดันเมกะโปรเจกต์ "ห้วยหลวงตอนล่าง" จังหวัดหนองคาย มุ่งสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรแบบเบ็ดเสร็จ

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วย นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเริ่มต้นที่ "หนองหาร" จังหวัดสกลนคร พร้อมมอบนโยบายสำคัญเร่งด่วน คือ "ส่วนประกอบใดสร้างเสร็จ ให้เปิดใช้งานช่วยเหลือประชาชนทันที โดยไม่ต้องรอให้จบทั้งโครงการ"

จากการตรวจสอบพบว่า แผนพัฒนาหนองหาร (62 โครงการ วงเงิน 7,445 ล้านบาท) มีความก้าวหน้าร้อยละ 21.10 สทนช. จึงได้ร่วมกับทางจังหวัดเร่งทบทวนแผนงานสู่ความยั่งยืน ได้แก่ ระบบน้ำประปาที่คืบหน้าเกือบ 100% ทำให้ประชาชนใช้น้ำได้เต็มศักยภาพ, การจัดการวัชพืชที่เตรียมร่วมมือกับกระทรวง อว. และ วช. นำนวัตกรรมมาแปรรูปเป็นปุ๋ยเชิงพาณิชย์, การเตรียมปลดล็อกข้อจำกัดเพื่อสนับสนุนประมงท้องถิ่นซึ่งจะสร้างรายได้ชุมชนกว่า 40 ล้านบาทต่อปี ตลอดจนการอนุรักษ์พื้นที่ควบคู่การท่องเที่ยว และการเร่งบูรณาการแก้ปัญหาน้ำเสียชุมชน

นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้ฝนลดลงร้อยละ 10 และน้ำในหนองหารหายไปกว่า 10 ล้านลูกบาศก์เมตร สทนช. ได้ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ประเมินสถานการณ์รายวันและบริหารน้ำผ่านระบบเส้นควบคุม (Dynamic Curve) อย่างรัดกุม

ปลดล็อก “ห้วยหลวงตอนล่าง” สู่ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ

จากนั้น เลขาธิการ สทนช. ได้ไปติดตามความก้าวหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ณ สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและหนองคาย (วงเงิน 21,000 ล้านบาท) ปัจจุบันคืบหน้าไปร้อยละ 25 โดยมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญคือ สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง ที่การก่อสร้างรุดหน้าถึงร้อยละ 85

ตัวสถานีถูกออกแบบให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้ 2 ทิศทาง คือ การเร่งระบายน้ำจากลำห้วยหลวงลงสู่แม่น้ำโขงในช่วงฤดูฝนด้วยเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง (ศักยภาพรวม 150 ลบ.ม./วินาที) เพื่อป้องกันอุทกภัย และการสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำโขงเข้ามาสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

เลขาธิการ สนทช. กล่าวด้งยว่า เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการติดอุปสรรคด้านการจัดหาที่ดินและสถานการณ์โควิด-19 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จึงได้เห็นชอบให้ขยายกรอบระยะเวลาโครงการไปถึงปี 2575  โดยให้ทางกรมชลประทานเร่งทำรายละเอียด เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติต่อไป ทั้งนี้การขยายเวลายังมาพร้อมการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ โดยจะมีการจัดทำพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติมอีก 20 แห่ง และปรับปรุงลำน้ำ ทำให้สามารถกักเก็บน้ำสำรองทั้งระบบได้กว่า 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 300,000 ไร่ สทนช. ตั้งเป้าที่จะใช้ "ห้วยหลวงโมเดล" นี้ เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภาคอีสานต่อไป

ด้าน นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 กรมชลประทาน ระบุว่า ปัญหาเดิมของพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณนี้คือ ในฤดูฝนเกษตรกรทำนาไม่ได้เพราะน้ำท่วมป่า และเมื่อถึงฤดูแล้งน้ำก็ไหลลงแม่น้ำโขง  โครงการนี้จึงเข้ามาแก้ปัญหาโดยสร้างสถานีที่ปากลำห้วยหลวงเพื่อใช้ลำน้ำเป็นแหล่งเก็บน้ำหลัก ซึ่งจะช่วยคลี่คลายปัญหาภัยแล้งให้แก่ราษฎรได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่ นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ภาค 3 กล่าวเสริมว่า สทนช. ภาค 3 ได้อาศัยกลไกของคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแกนหลักในการติดตามและกำกับดูแลงานอย่างใกล้ชิด ทั้งการปรับปรุงแผนหลักการบริหารน้ำของหนองหาร และการขับเคลื่อนโครงการห้วยหลวงตอนล่าง พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำจัดวัชพืชและสิ่งก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเต็มศักยภาพในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะช่วยลดและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด



วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“ปิยะรัฐชย์ ”เปิดตัว “ศูนย์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีภาคสหกรณ์ไทย (COOP Financial Center)” ยกระดับความโปร่งใส และสร้างความมั่นใจให้สหกรณ์ทั่วประเทศ

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดตัว “ศูนย์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีภาคสหกรณ์ไทย (COOP Financial Center)” โดยมี นายรัฐ คลังแสง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาคีภาคสหกรณ์ และผู้แทนสหกรณ์ทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ ห้องเดอะพอร์ทอลบอลรูม ชั้น 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี 

นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าวว่า การเปิดตัวศูนย์ข้อมูลฯ จัดขึ้นเพื่อยกระดับความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่น และกำหนดมาตรฐานใหม่ให้แก่ระบบสหกรณ์ไทยทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์วางแนวทางสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานในสังกัดเพื่อให้บริการและแก้ไขปัญหาแก่สหกรณ์ทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งยืนยันว่ากระทรวงฯ ไม่เคยละทิ้งสหกรณ์ โดยตนได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาแล้วกว่า 16 จังหวัด เพื่อนำมารวบรวมแก้ไขร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ส่วนการใช้งานระบบขณะนี้พร้อมเปิดตัวแล้ว แต่การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกจะมีการจัดลำดับชั้นเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

ขณะที่นายวุฒิพงษ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเสริมว่า กรมฯ พร้อมสนับสนุนภารกิจของส่วนราชการ หน่วยงานภาคี และสมาชิกสหกรณ์ทุกแห่ง โดยศูนย์ข้อมูลฯ จะช่วยให้ผู้บริหารและสมาชิกเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูล เช่น การแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรระดับจังหวัด การวิเคราะห์ความเสี่ยง (แสดงผลสีเขียว เหลือง แดง) และการเปรียบเทียบการลงทุนกับสหกรณ์ขนาดใกล้เคียงกัน 

นอกจากนี้ กรมฯ ยังคงสนับสนุนงบประมาณอบรมบัญชีปีละ 30,000–40,000 ราย พร้อมตั้งเป้าขยายฐาน “ครูบัญชี” ให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศภายในปี 2570–2571 พร้อมเชิญชวนเกษตรกรให้น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ว่า "บัญชีคือภูมิคุ้มกัน" มาปรับใช้ในการวางแผนทางการเงิน

ในโอกาสนี้ นางสาวปิยะรัฐชย์ ได้มอบสิทธิ์การใช้งาน COOP Financial Platform ให้แก่หน่วยงานภาคี พร้อมมอบโล่รางวัล “สหกรณ์ต้นแบบด้านดิจิทัล ประจำปี 2569” ระดับภูมิภาค จำนวน 20 รางวัล ขณะที่ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตร “สหกรณ์ต้นแบบด้านดิจิทัล ประจำปี 2569” ระดับจังหวัด จำนวน 114 รางวัล เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจแก่สหกรณ์ที่นำระบบบัญชีไปใช้จนเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืนต่อไป

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“ปลากระโห้ ล้ำค่าคู่พระบารมีสองพระองค์” ไฮไลต์นิทรรศการกรมประมง ในงานสีสรรพรรณไม้ฯ" ประจำปี2569


นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่องานด้านการประมงไทย ทรงหวงแหนธรรมชาติและสายน้ำ ทรงมีพระราชดำริจัดตั้ง “โครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทย” เพื่อศึกษาวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หายากและใกล้สูญพันธุ์แล้วปล่อยคืนสู่ธรรมชาติคืนความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ พร้อมทั้งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและสร้างรายได้ให้กับราษฎรในพื้นที่ชนบท ซึ่ง กรมประมงได้มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยความสำเร็จครั้งสำคัญคือการเพาะขยาย “พันธุ์ปลา


ปลากระโห้” สัตว์น้ำจืดทรงคุณค่าของไทย ด้วยวิธีฝ“ปลากระโห้ ล้ำค่าคู่พระบารมีสองพระองค์”  ไฮไลต์นิทรรศการกรมประมง ในงานสีสรรพรรณไม้ฯ" ประจำปี256นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่องานด้านการประมงไทย ทรงหวงแหนธรรมชาติและสายน้ำ ทรงมีพระราชดำริจัดตั้ง “โครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทย” เพื่อศึกษาวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หายากและใกล้สูญพันธุ์แล้วปล่อยคืนสู่ธรรมชาติคืนความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ พร้อมทั้งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและสร้างรายได้ให้กับราษฎรในพื้นที่ชนบท ซึ่ง กรมประมงได้มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยความสำเร็จครั้งสำคัญคือการเพาะขยาย “พันธุ์ปลากระโห้” สัตว์น้ำจืดทรงคุณค่าของไทย ด้วยวิธีผสมเทียมได้สำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อปีพ.ศ. 2528 
 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมประมง ได้ดำเนินการเพาะขยายพันธุ์อย่างต่อเนื่องเพื่อปล่อยพันธุ์ปลาคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและฟื้นฟูประชากรปลากระโห้ของประเทศไทย โดยในช่วงปีงบประมาณ 2566 – 2568 กรมประมงได้ปล่อยพันธุ์ปลากระโห้คืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติรวม 90,100 ตัวและในปีงบประมาณ 2569 มีแผนการดำเนินงานปล่อยปลากระโห้จำนวน 60,200 ตัวเพื่อฟื้นฟูประชากรปลากระโห้ให้กลับมาอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้กรมประมงได้ดำเนินการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำจืดของไทยตามโครงการ จำนวนทั้งสิ้น56 ชนิดและดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ปีละไม่ต่ำกว่า 25 ล้านตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในโอกาสมหามงคลต่างๆ ทำให้พันธุ์ปลาตลอดจนพันธุ์สัตว์น้ำอื่นๆ เจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ให้แก่แหล่งน้ำของไทยตลอดไป 
ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่องานด้านการประมงไทย กรมประมง จึงได้เตรียมจัดนิทรรศการในหัวข้อ “สืบสานพระราชปณิธานฟื้นฟูสายน้ำ:ปลากระโห้ล้ำค่าคู่พระบารมีสองพระองค์” ขึ้นภายในงาน "สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ" ประจำปี2569 ระหว่างวันที่ 8- 13 สิงหาคม 2568 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ



กิจกรรมประกอบด้วย นิทรรศการวิชาการและการสาธิตการแปรรูปสัตว์น้ำจากพันธุ์ปลาไทย ในเมนู“ปลากระโห้ซาเตี๊ยะ” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เข้าชมงานได้เรียนรู้การนำปลาไทยมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารอร่อยๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง กรมประมงจึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเที่ยวชมงานและร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมสัมผัสความน่าอัศจรรย์ของทรัพยากรสายน้ำไทยในนิทรรศการของกรมประมง ระหว่างวันที่8 - 13 สิงหาคมนี้ ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ
  /////////////////

กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนา “อ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่

 

กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนา “อ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ” รับฟังทุกความเห็น สรุปผลศึกษา มุ่งแก้ภัยแล้ง-ลดน้ำท่วม สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กำแพงเพชร

กำแพงเพชร – กรมชลประทานเดินหน้าผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร จัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ การศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เพื่อนำเสนอผลการศึกษา รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการ ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายสกุลเพชร พิกุลประเสริฐ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อถือเป็นโครงการสำคัญที่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การอุทาปโภคบริโภค และช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอให้กรมชลประทานเดินหน้าสร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ



ด้านนายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านการวางแผน) สำนักบริหารโครงการ พัฒนา “อ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ ในฐานะประธานกำกับการศึกษา เปิดเผยว่า จากการศึกษาภาพรวมของลุ่มน้ำคลองสวนหมาก พบว่าพื้นที่ประสบปัญหาหลัก 2 ด้าน คือ ภัยแล้งจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภค-บริโภค และ ปัญหาน้ำท่วม ทั้งจากน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ต้นน้ำและน้ำท่วมขังในพื้นที่ราบก่อนลงสู่แม่น้ำปิง

กรมชลประทานจึงศึกษาแนวทางบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยเห็นว่า อ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ เป็นโครงการที่เหมาะสมในการหน่วงน้ำหลากช่วงฤดูฝน ควบคู่กับการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ผลการศึกษาระบุว่า โครงการประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อและฝายคลองอีจ้อ มีความจุเก็บกักน้ำประมาณ 3.42 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 5,193 ไร่ และพื้นที่ชลประทาน 4,785 ไร่ ผ่านระบบส่งน้ำด้วยท่อและสถานีสูบน้ำด้วยโซลาร์เซลล์บ้านไทรพัฒนา รวมทั้งสามารถใช้เป็นแหล่งน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาสำหรับชุมชน โดยเฉพาะหมู่ที่ 9 บ้านไทรพัฒนา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี






ตลอดกระบวนการศึกษา กรมชลประทานได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแล้ว 3 ครั้ง รวม 4 เวที มีผู้เข้าร่วมกว่า 434 คน และในการประชุมปัจฉิมนิเทศครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุม 146 คน เพื่อนำเสนอผลการศึกษา มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อไป

แม้ยังมีประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะพื้นที่บ้านไทรพัฒนา หมู่ 9 ตำบลโป่งน้ำร้อน แสดงความกังวลเรื่องผลกระทบจากน้ำท่วม ความปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางน้ำ และคุณภาพน้ำจากสารเคมีทางการเกษตร แต่กรมชลประทานยืนยันว่าจะรับฟังทุกความคิดเห็น และนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงโครงการ พร้อมกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน

นายปรัชญา กล่าวย้ำว่า กรมชลประทานมีความตั้งใจแก้ไขปัญหาของประชาชนโดยยึดหลักการมีส่วนร่วม พร้อมนำข้อมูลจากทุกเวทีรับฟังความคิดเห็นมาปรับปรุงการออกแบบโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ และลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด

หากโครงการได้รับการดำเนินการจนแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ลดความเสียหายจากภัยแล้งและอุทกภัย สนับสนุนภาคการเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอคลองลาน และอำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

กยท. ก้าวสู่ปีที่ 12 เปิดตัว "ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง" พลิกวิกฤต 3 เด้ง ลดต้นทุน ฟื้นดิน เพิ่มโอกาสเกษตรกรไทย

    นวัตกรรมแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นปุ๋ยมาตรฐานพรีเมียม แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ-น้ำนมดิบล้นตลาด-ลดพึ่งพาปุ๋ยเคมี ผลิตล็อตแรกกว่า 800 ตัน พร้อมส่งมอบสิ้นเดือนนี้

   ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เดินหน้าสร้างมิติใหม่ให้ภาคการเกษตรไทย ด้วยการเปิดตัว "ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง มาตรฐานพรีเมียม" ภายใต้แบรนด์ กยท. เพื่อลดต้นทุนการผลิต ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน และยกระดับคุณภาพการเพาะปลูกของเกษตรกรทั่วประเทศ



  นายญาณกิจ ญาณกิจ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การริเริ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินงานภายใต้แนวคิดการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยสามารถบูรณาการแก้ไขปัญหาสำคัญของภาคการเกษตรระดับชาติได้ถึง 3 ด้านไปพร้อมกัน ทั้งการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ วิกฤตน้ำนมดิบล้นตลาด และเป็นทางเลือกทดแทนปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง

  เปิดสูตรลับนวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์ กยท. จากวัสดุเหลือใช้สู่มูลค่าเพิ่มความโดดเด่นของปุ๋ยอินทรีย์ กยท. คือการนำวัตถุดิบตกค้างจากการผลิตน้ำหมักชีวภาพมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเพื่อสร้างมูลค่า โดยมีสัดส่วนของส่วนผสมที่ผ่านการคำนวณมาอย่างเหมาะสม ได้แก่ : กากตะกอนโรงงานน้ำตาล 40% กากตะกอนจากการหมักปลา (ช่วยแก้ปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่น) 25%  มูลโคนม 20%  กากตะกอนจากการหมักนมสด (กู้วิกฤตน้ำนมดิบล้นตลาด) 10%  กากถั่วเหลือง 5%

  มุ่งฟื้นฟูสภาพดินเสื่อมโทรม คืนความสมบูรณ์สู่สวนยางและพืชทุกชนิดคุณประโยชน์หลักของปุ๋ยอินทรีย์สูตรนี้คือ การช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้เกิดช่องว่างอากาศในดิน ส่งผลให้ดินสามารถเก็บธาตุอาหารและอุ้มน้ำได้มากขึ้น พืชจึงสามารถดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีปริมาณธาตุอาหารหลักที่เป็นประโยชน์อยู่น้อย จึงจำเป็นต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามชนิดของพืชอย่างเหมาะสม ครอบคลุมทุกการเพาะปลูก ด้วยอัตราการใช้ที่ได้มาตรฐาน

   ปุ๋ยอินทรีย์ กยท. มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชทุกชนิด โดย กยท. ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำและวิธีการใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้:

 ปาล์มน้ำมันและยางพารา: ใช้ในช่วงต้นฝน อัตรา 2 กิโลกรัม/ต้น/ปี โดยโรยบริเวณรอบทรงพุ่ม รัศมีทรงพุ่ม แล้วพรวนกลบ

 นาข้าว: ใช้ตอนทำเทือก อัตรา 300 กิโลกรัม/ไร่

 พืชไร่: ใช้ช่วงเตรียมดิน หรือช่วงพืชอายุ 10-15 วัน อัตรา 200 กิโลกรัม/ไร่

 ไม้ผล ไม้ยืนต้น: ใช้ช่วงต้นฝน อัตรา 20 กิโลกรัม/ต้น/ปี

 พืชผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ และสนามหญ้า: ใช้ช่วงเตรียมดิน อัตรา 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร

 โดยการันตีคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์ กยท.  พร้อมส่งมอบล็อตแรกสิ้นเดือนนี้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ กยท. ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานคุณภาพจากกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากกรมพัฒนาที่ดิน ปัจจุบัน กยท. ได้ดำเนินการผลิตปุ๋ยล็อตแรกจำนวนกว่า 800 ตัน ซึ่งพร้อมส่งมอบให้แก่เกษตรกรภายในสิ้นเดือนนี้


วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

"สวนป่าเล้งเหลา" ต้นแบบ Young Smart Farmer พลิกผืนป่าสร้างรายได้ยั่งยืน

 


กรมส่งเสริมการเกษตรดัน "สวนป่าเล้งเหลา" ต้นแบบ Young Smart Farmer เปลี่ยนสวนป่าธรรมดาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสุดชิค บรรยากาศกรีนๆ ตอบโจทย์สายคอนเทนต์และคนรักธรรมชาติ

นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย โดยส่งเสริมให้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการฟาร์ม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูป การตลาด และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อสร้างรายได้ที่หลากหลายและยั่งยืน

หนึ่งในต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ คือ สวนป่าเล้งเหลา ของนายณภัทร ธรรมาภิวัฒน์ Young Smart Farmer อำเภอท่าแซะ  จ.ชุมพร ซึ่งได้พัฒนาพื้นที่จากสวนเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ของชุมชน โดยผสมผสานองค์ความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จนเกิดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ ได้สัมผัสวิถีเกษตรและเรียนรู้จากประสบการณ์จริง. 

สวนป่าเล้งเหลาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ พัฒนาให้เป็นทั้งแหล่งผลิตพืชคุณภาพ แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตทางการเกษตร การจัดการสวน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนร่วมทำกิจกรรมเชิงเกษตรที่สร้างความเข้าใจในวิถีชีวิตของเกษตรกร และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค




สวนป่าเล้งเหลายังต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น กาแฟหอมกลิ่นป่า น้ำผึ้งโพรง พร้อมพัฒนาช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของชุมชน ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ครัวเรือนและเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมถึงการปลูกป่าผสมผสาน ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและคุณภาพดินธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี




"การท่องเที่ยวเชิงเกษตรไม่ได้เป็นเพียงการเปิดสวนต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นการต่อยอดศักยภาพของภาคการเกษตรด้วยการถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของชุมชน ให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้ที่มาของผลผลิตและเห็นคุณค่าของอาชีพเกษตรกร “

สวนป่าเล้งเหลาเป็นตัวอย่างของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาพื้นที่การเกษตรให้เกิดประโยชน์รอบด้าน ทั้งด้านการผลิต การเรียนรู้ และการท่องเที่ยว จนสามารถยกระดับผลผลิต เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน นับเป็นต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดและขยายผลสู่พื้นที่อื่น เพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืน

#สวนป่าเล้งเหลา #YoungSmartFarmer #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เที่ยวเชิงเกษตร #ที่เที่ยวชุมพร #คาเฟ่ในสวน #กาแฟหอมกลิ่นป่า #น้ำผึ้งโพรง #กรมส่งเสริมการเกษตร #เกษตรยั่งยืน #รีวิวที่เที่ยว #AmazingThailand

เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การร...