Powered By Blogger

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร


กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การระบาดลง 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2569 ผ่าน 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่ เฝ้าระวังและสำรวจแปลงอย่างต่อเนื่อง กำจัดต้นเป็นโรคและควบคุมแมลงพาหะ ส่งเสริมการใช้พันธุ์สะอาดและพันธุ์ต้านทาน ควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ สร้างแหล่งพันธุ์สะอาดในชุมชน และบูรณาการทุกภาคส่วน พร้อมนำ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา” จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้นแบบการส่งเสริมการเกษตรที่นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาปรับใช้ในแปลงจริง ตั้งแต่การผลิต การจัดการโรคและศัตรูพืช การลดต้นทุน ไปจนถึงการรวมกลุ่มทำตลาด เตรียมต่อยอดสู่บริษัทเกษตรกรในอนาคต

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จ.กาญจนบุรี หนึ่งในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสำคัญของไทย โดยติดตามผลการดำเนินงาน 6 แนวทางหลัก เพื่อควบคุมและลดพื้นที่การระบาด ใบด่างมันสำปะหลังของกรมส่งเสริมการเกษตร ประกอบด้วย 1.เฝ้าระวังและสำรวจแปลงทุก 2-4 สัปดาห์ ค้นหาแหล่งพันธุ์สะอาดต้านทานโรครองรับฤดูปลูก 2.กำจัดแหล่งแพร่ระบาด โดยถอนทำลายต้นเป็นโรคทันที ขุดหลุมฝังอย่างถูกวิธีและควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบพาหะนำโรค 3.ใช้พันธุ์สะอาดและพันธุ์ต้านทาน ได้แก่ ขยายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอิทธิ1 อิทธิ2 อิทธิ3 และส่งเสริมพันธุ์ทนทาน เช่น เกษตรศาสตร์50 ห้วยบง60 และระยอง72 แทนพันธุ์อ่อนแอ 4.ควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนปลูกและเคลื่อนย้าย 5.สร้างแหล่งพันธุ์สะอาด จัดตั้งธนาคารท่อนพันธุ์ชุมชน และแปลงเรียนรู้ และ 6.บูรณาการทุกภาคส่วน ใช้เครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร พบว่าเกษตรกรยอมรับพันธุ์ต้านทานโรคมากขึ้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรวางแผน จะลดพื้นที่การระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังลง 30% ภายในปี 2569




นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันผลผลิตมันสำปะหลัง ในประเทศไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงต้องเร่งส่งเสริมให้เกิดเกษตรต้นแบบแปลงมันสำปะหลังที่มีประสิทธิภาพ สามารถยกระดับสูงขึ้นทั้งในด้านปริมาณผลผลิต คุณภาพ และรายได้ตอบแทนสู่เกษตรกร โดยผลการดำเนินงาน “กลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี” พบว่า สมาชิกเกษตรกรในกลุ่ม ใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่เหมาะสมกับพื้นที่และภูมิอากาศตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรในพื้นที่ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีจัดทำแปลงสาธิตการผลิตมันสำปะหลังโดยใช้เครื่องจักรกลเกษตร ประกอบด้วย การไถระเบิดดินดาน ใช้เทคนิคการปลูกมันสำปะหลังขยายร่อง การใช้รถปลูกมันสำปะหลัง การใช้หางพรวนทำรุ่นมันสำปะหลัง การใช้โดรนฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช การใช้ปุ๋ยตามการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง และการเพิ่มปริมาณเชื้อแป้ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี ที่เหมาะสมและตอบสนองต่อพื้นที่มากที่สุด พัฒนาบนมาตรฐานการผลิตเดียวกัน นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ใช้ปุ๋ยพืชสด ลดการเผา จัดการเศษวัสดุทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ สามารถบริหารต้นทุนและสร้างผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ แบ่งหน้าที่ชัดเจนในกลุ่มสมาชิก ทำตลาดแบบกลุ่ม และสร้างเครือข่ายกับผู้รับซื้อ เชื่อมโยงแหล่งจำหน่ายผลผลิตมันสำปะหลังที่มีการรับซื้อที่เป็นธรรม 


ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้วางแผนพัฒนา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570 – 2574 เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มยกระดับเป็น บริษัท แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา จำกัด “เป็นบริษัทเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังคุณภาพสูง บริหารด้วยนวัตกรรม เชื่อมโยงตลาด สร้างมูลค่าเพิ่ม และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน”


#โรคใบด่างมันสำปะหลัง #มันสำปะหลัง #กรมส่งเสริมการเกษตร #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #แปลงใหญ่ #แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา #กาญจนบุรี #เกษตรนวัตกรรม #เทคโนโลยีการเกษตร #ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต #เกษตรกรไทย #บริษัทเกษตรกร #นวัตกรรมการเกษตร #เกษตรยั่งยืน #เม้าท์ข่าว-เล่าเรื่อง

ชู “ศพก.” กลไกสำคัญขับเคลื่อนเกษตรไทยรับโลกผันผวน เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม สู่เกษตรกรในพื้นที่

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตรไทย รับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความผันผวนของตลาด และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง โดยมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ เท่าทันสถานการณ์ และสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพสินค้า และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน 

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดโครงการ “ตลาดองค์ความรู้สู่การพัฒนาเกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ณ จังหวัดกาญจนบุรี ว่า การขับเคลื่อนภาคการเกษตรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องทำให้องค์ความรู้เข้าถึงเกษตรกรและสามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งการให้ “เกษตรกรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” และเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้ที่ปฏิบัติจริงในพื้นที่ เชื่อมโยงกับองค์ความรู้จากภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่




ปัจจุบัน ภาคการเกษตรต้องเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนการผลิต ความผันผวนของตลาด และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่สามารถพึ่งพาองค์ความรู้จากภายนอกเพียงด้านเดียว แต่ต้อง “ดึงความรู้จากพื้นที่” โดยเฉพาะประสบการณ์และภูมิปัญญาของเกษตรกรที่ผ่านการลงมือทำจริง มาวิเคราะห์ แลกเปลี่ยน และต่อยอดให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่สามารถขยายผลได้

แนวคิด Climate Smart Agriculture (CSA) หรือเกษตรกรรมที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นอีกแนวทางสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร โดยมุ่งให้เกษตรกรสามารถปรับตัวและรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากร พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งหัวใจของ CSA ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีเดียวกันไปใช้

กับทุกพื้นที่ แต่คือการเลือกและออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหา ศักยภาพ และบริบทของเกษตรกร

แต่ละชุมชน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกระดับพื้นที่ที่จะเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดย ศพก. ไม่ควรเป็นเพียงสถานที่สำหรับถ่ายทอดความรู้จากหน่วยงานภาครัฐไปสู่เกษตรกร แต่ต้องเป็น “พื้นที่กลางของการสร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้” ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรเป็นทั้งผู้เรียนรู้และผู้ร่วมสร้างองค์ความรู้

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นผ่านการ “ฟัง – แลกเปลี่ยน – ทดลอง – เรียนรู้ – ขยายผล” โดยเริ่มจากการรับฟังปัญหาและประสบการณ์

ของเกษตรกรในพื้นที่ นำมาร่วมวิเคราะห์กับนักส่งเสริมการเกษตร นักวิชาการ ภาคเอกชน และเครือข่าย

ที่เกี่ยวข้อง เติมเต็มด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม จากนั้นทดลองใช้จริงในพื้นที่ ประเมินผล 

และนำแนวทางที่ได้ผลกลับมาถ่ายทอดและขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่น การจัดตลาดองค์ความรู้สู่การพัฒนาเกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย ณ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและภาคีเครือข่าย ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำโจทย์จากพื้นที่มาร่วมกันค้นหาคำตอบ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน  การจัดการน้ำ การปรับวิธีการผลิตเพื่อรับมือสภาพอากาศ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็น “ความรู้จากแปลง” ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง และเมื่อถูกนำมาแลกเปลี่ยน วิเคราะห์ และต่อยอดร่วมกับหลักวิชาการและเทคโนโลยี ก็สามารถพัฒนาเป็น “องค์ความรู้ของชุมชน” ที่นำไปใช้ประโยชน์และขยายผลในพื้นที่อื่นได้




ดังนั้น บทบาทของ ศพก. ในระยะต่อไปจึงเป็นการยกระดับจาก “ศูนย์ถ่ายทอดความรู้” สู่ “ศูนย์กลางการสร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้” และจากการมองเกษตรกรเป็น “ผู้รับความรู้” สู่การเป็น “ผู้ร่วมสร้างความรู้และร่วมออกแบบการเปลี่ยนแปลง” โดยมีเกษตรกรเป็นฐานขององค์ความรู้ในพื้นที่ มีนักส่งเสริมและนักวิชาการเป็นผู้เชื่อมโยงและเติมเต็ม และมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างทางเลือกใหม่ ขณะเดียวกัน ยังขับเคลื่อนการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์สถานการณ์ วางแผนการผลิต และกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกันบนพื้นฐานข้อมูลจริงและความต้องการของพื้นที่ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับ ศพก. และเครือข่ายเกษตรกร Young Smart Farmer เพื่อให้เกิดการทดลอง และขยายผลแนวทางการผลิตที่เหมาะสม และเชื่อมโยงสู่ตลาดได้อย่างเป็นระบบ การพัฒนาภาคการเกษตรในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการมุ่งเพิ่มผลผลิต แต่คือการสร้าง “เกษตรกร ยนต์ที่พร้อมปรับตัว” มีข้อมูลและองค์ความรู้เป็นฐาน สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างเหมาะสม รับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เชื่อมโยงการผลิตกับตลาด และทำงานร่วมกันผ่านเครือข่ายในพื้นที่ โดยมี “ศพก.” เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความรู้ที่อยู่ในแปลงให้เป็นพลังของชุมชน และเปลี่ยนพลังของชุมชนให้เป็นการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต






วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สทนช. รุกขับเคลื่อนแผนแม่บทลุ่มน้ำโขงอีสาน นำร่องพลิกโฉม "หนองหาร-ห้วยหลวงตอนล่าง" แก้วิกฤตน้ำท่วม-ภัยแล้งยั่งยืน



กรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เดินหน้าขับเคลื่อนแผนแม่บทลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ชูการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เป็นกลไกหลัก ลงพื้นที่เจาะลึก 2 โครงการยักษ์ เริ่มจากเร่งรัดแผนพัฒนา "หนองหาร" จังหวัดสกลนคร สู่การผลักดันเมกะโปรเจกต์ "ห้วยหลวงตอนล่าง" จังหวัดหนองคาย มุ่งสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรแบบเบ็ดเสร็จ

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วย นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเริ่มต้นที่ "หนองหาร" จังหวัดสกลนคร พร้อมมอบนโยบายสำคัญเร่งด่วน คือ "ส่วนประกอบใดสร้างเสร็จ ให้เปิดใช้งานช่วยเหลือประชาชนทันที โดยไม่ต้องรอให้จบทั้งโครงการ"

จากการตรวจสอบพบว่า แผนพัฒนาหนองหาร (62 โครงการ วงเงิน 7,445 ล้านบาท) มีความก้าวหน้าร้อยละ 21.10 สทนช. จึงได้ร่วมกับทางจังหวัดเร่งทบทวนแผนงานสู่ความยั่งยืน ได้แก่ ระบบน้ำประปาที่คืบหน้าเกือบ 100% ทำให้ประชาชนใช้น้ำได้เต็มศักยภาพ, การจัดการวัชพืชที่เตรียมร่วมมือกับกระทรวง อว. และ วช. นำนวัตกรรมมาแปรรูปเป็นปุ๋ยเชิงพาณิชย์, การเตรียมปลดล็อกข้อจำกัดเพื่อสนับสนุนประมงท้องถิ่นซึ่งจะสร้างรายได้ชุมชนกว่า 40 ล้านบาทต่อปี ตลอดจนการอนุรักษ์พื้นที่ควบคู่การท่องเที่ยว และการเร่งบูรณาการแก้ปัญหาน้ำเสียชุมชน

นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้ฝนลดลงร้อยละ 10 และน้ำในหนองหารหายไปกว่า 10 ล้านลูกบาศก์เมตร สทนช. ได้ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ประเมินสถานการณ์รายวันและบริหารน้ำผ่านระบบเส้นควบคุม (Dynamic Curve) อย่างรัดกุม

ปลดล็อก “ห้วยหลวงตอนล่าง” สู่ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ

จากนั้น เลขาธิการ สทนช. ได้ไปติดตามความก้าวหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ณ สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและหนองคาย (วงเงิน 21,000 ล้านบาท) ปัจจุบันคืบหน้าไปร้อยละ 25 โดยมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญคือ สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง ที่การก่อสร้างรุดหน้าถึงร้อยละ 85

ตัวสถานีถูกออกแบบให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้ 2 ทิศทาง คือ การเร่งระบายน้ำจากลำห้วยหลวงลงสู่แม่น้ำโขงในช่วงฤดูฝนด้วยเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง (ศักยภาพรวม 150 ลบ.ม./วินาที) เพื่อป้องกันอุทกภัย และการสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำโขงเข้ามาสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

เลขาธิการ สนทช. กล่าวด้งยว่า เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการติดอุปสรรคด้านการจัดหาที่ดินและสถานการณ์โควิด-19 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จึงได้เห็นชอบให้ขยายกรอบระยะเวลาโครงการไปถึงปี 2575  โดยให้ทางกรมชลประทานเร่งทำรายละเอียด เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติต่อไป ทั้งนี้การขยายเวลายังมาพร้อมการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ โดยจะมีการจัดทำพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติมอีก 20 แห่ง และปรับปรุงลำน้ำ ทำให้สามารถกักเก็บน้ำสำรองทั้งระบบได้กว่า 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 300,000 ไร่ สทนช. ตั้งเป้าที่จะใช้ "ห้วยหลวงโมเดล" นี้ เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภาคอีสานต่อไป

ด้าน นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 กรมชลประทาน ระบุว่า ปัญหาเดิมของพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณนี้คือ ในฤดูฝนเกษตรกรทำนาไม่ได้เพราะน้ำท่วมป่า และเมื่อถึงฤดูแล้งน้ำก็ไหลลงแม่น้ำโขง  โครงการนี้จึงเข้ามาแก้ปัญหาโดยสร้างสถานีที่ปากลำห้วยหลวงเพื่อใช้ลำน้ำเป็นแหล่งเก็บน้ำหลัก ซึ่งจะช่วยคลี่คลายปัญหาภัยแล้งให้แก่ราษฎรได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่ นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ภาค 3 กล่าวเสริมว่า สทนช. ภาค 3 ได้อาศัยกลไกของคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแกนหลักในการติดตามและกำกับดูแลงานอย่างใกล้ชิด ทั้งการปรับปรุงแผนหลักการบริหารน้ำของหนองหาร และการขับเคลื่อนโครงการห้วยหลวงตอนล่าง พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำจัดวัชพืชและสิ่งก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเต็มศักยภาพในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะช่วยลดและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด



เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การร...