Powered By Blogger

วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568

เปิดตัวแบบจำลองคาดการณ์จุดเสี่ยงมรณะในกรุงเทพฯสู่การจัดทำข้อเสนอทางนโยบายเชิงระบบ

             สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข จับมือ สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สวนสุนันทา จัดประชุมนำเสนอผลการศึกษา ชูผลงาน "การใช้ Machine Learning Algorithm และการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงต่อการจราจรบนถนน “กรณีศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” พร้อมเตรียมส่งมอบผลงานเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ โดยมีผู้แทนจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญกับประเด็นอุบัติเหตุทางถนนเข้าร่วมงานดังกล่าวรวมกว่า 30 หน่วยงาน ณ ห้องประชุม  Ballroom A ชั้น 2 โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ

                                         

               ผศ.ดร.จรวยพร  ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า  ทางสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)  ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุทางถนน เนื่องจากเป็นปัญหาด้านสุขภาพ เป็นสาเหตุการตายและการบาดเจ็บอันดับต้นของโลก รวมถึงกรุงเทพมหานครก็มีสถิติอุบัติเหตุจราจรที่เป็นน่ากังวล  จึงได้สนับสนุนทุนวิจัย เรื่องของการใช้ machine learning และ deep learning ในการศึกษาพื้นที่เสี่ยงอุบัติเหตุทางการจราจรในกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ซึ่งจากการศึกษาพบตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบันว่าอุบัติเหตุทางการจราจรมีจำนวนค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะในเขตบางขุนเทียน-พระราม 2  เขตประเวศ และมีนบุรี ควรจะมีการใช้ AI หรือแมชชีนเลิร์นนิงอัลกอริทึมเป็นเครื่องมือในการศึกษาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อหลักๆคือ 1) เพื่อศึกษาสาเหตุ รูปแบบ และความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุจราจรบนถนนในกรุงเทพมหานครผ่านแบบจำลอง Deep Learning และ Machine Learning ต่าง ๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในอุบัติเหตุจราจร ในกทมทั้ง 50 เขต วัตถุประสงค์ที่ 2 คือ เพื่อสร้างแบบจำลองการเกิดอุบัติเหตุจราจรบนถนนผ่านแบบจำลอง Machine Learning และ Deep Learning ต่าง ๆ พร้อมประเมินความถูกต้องแบบจำลอง และวัตถุประสงค์ที่ 3 คือ การนำแบบจำลอง ฯ สร้างแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อตอบโต้การเกิดอุบัติเหตุจราจรบนถนน ตามหลักการของ Haddon’s Matrix Model คือ ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ในมิติของคน พาหนะ ถนนและสภาพแวดล้อม

                               

งานประชุมในวันนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานวิจัยต่อผู้กำหนดนโยบายและผู้ใช้ผลงานวิจัย จากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งผู้บังคับใช้กฎหมาย, เจ้าหน้าที่ตำรวจกรมการขนส่งทางบกกรมทางหลวงนักวิชาการ และบริษัทเอกชน มารับฟังข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาจุดเสี่ยงอุบัติเหตุในกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมกันพิจารณาแบบจำลองคาดการณ์ความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีนี้ ในการวิเคราะห์สาเหตุในทุกมิติ ทั้งตัวบุคคล ยานพาหนะ สภาพถนน และสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ ในงานยังมีการเปิดตัวคู่มือที่นำเสนอข้อมูลจุดเสี่ยงและแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยนี้สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ และข้อเสนอแนะจากทุกท่านในวันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำผลงานวิจัยไปใช้จริงต่อไป


ด้าน ผศ.ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยนักวิจัยเครือข่าย สวรส. ได้กล่าวว่า  “การใช้แมชชีนเลิร์นนิงอัลกอริทึมและการเรียนรู้เชิงลึก เพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงต่อการจราจรบนถนน กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร จากระบบแพลตฟอร์มคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน และ ระบบช่วยตัดสินใจเชิงนโยบายด้านอุบัติเหตุ (Haddon Matrix) โดยผลการศึกษาที่โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน เป็นช่วงที่เกือบครึ่งหนึ่งของอุบัติเหตุทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงนี้ และมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่ากลางวันมากกว่าสามเท่าและจากข้อมูลค้นพบว่าพื้นที่เสี่ยงเสียชีวิตสูง คือเขตชานเมือง เช่น พื้นที่ลาดกระบัง บางขุนเทียน และมีนบุรี เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักของรถบรรทุก และกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ สูงสุดถึงร้อยละ 58.1 คือ รถจักรยานยนต์ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการไม่สวมหมวกนิรภัยและการขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ยังพบอีกว่าจุดที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุพบว่า Points of Interest (POIs) ประเภทชุมชน เช่น ร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน และร้านอาหารมีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญ และกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดคือ วัยแรงงานระหว่าง 26-59 ปี คิดเป็นร้อยละ 59.2 และยังพบแนวโน้มที่เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยนี้พัฒนากลไกและรูปแบบตอบโต้การเกิดอุบัติเหตุจราจรบนถนนโดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หรือเทคนิคอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการ และสนับสนุนการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อมุ่งเน้นการยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศให้สามารถลดภาระโรคที่สำคัญของประเทศ Machine Learning คาดการณ์แม่นกว่า 70% งานวิจัยนี้ใช้เทคนิคขั้นสูงอย่าง Machine Learning (Random Forest, Gradient Boosting, XGBoost) และ Deep Learning (Neural Network) ในการวิเคราะห์และคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง ผลการวิเคราะห์ยืนยันว่าโมเดลที่พัฒนาขึ้น นำไปสู่การจัดทำเชิงนโยบาย 3 ระยะ ดังนี้

1.       ระยะก่อนเกิดเหตุ ที่นำไปสู่การจัดทำข้อกำหนดด้านนโยบาย อาทิ การรณรงค์และบังคับใช้ มาตราการสวมหมวกนิรภัยในผู้ขับขี่จักรยานยนต์และมาตรการเมาไม่ขับ, การจัดการผังเมือง และสภาพแวดล้อมเพื่อลดความเสี่ยงใกล้ POIs ชุมชน (โรงเรียนร้านสะดวกซื้อ)  และมาตราเพิ่มการตรวจวัดแอลกอฮอล์ ในพื้นที่ชานเมือง

2.       ระยะระหว่างเกิดเหตุ  เช่น การกำหนดมาตราการจำกัดความเร็ว โดยเฉพาะในเวลากลางคืนและช่วงเทศกาล, การเพิ่มกล้องตรวจจับและติดตั้งไฟส่องสว่างในเขตชานเมือง, การเสริมมาตรการควบคุมการจราจรในถนนสายหลักและสี่แยกสำคัญ

3.       ระยะหลังเกิดเหตุ เช่น การพัฒนาระบบตอบสนองฉุกเฉิน (EMS) ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว, การบูรณาการฐานข้อมูลอุบัติเหตุแบบ Real-time เพื่อสนับสนุนการจัดสรรทรัพยากร

นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตเชิงปฏิบัติการแพลตฟอร์ม RoadSafe Shiny App และ Haddon Matrix Application เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถนำไปปรับใช้ในการจัดทำมาตรการเชิงนโยบายเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดต่อไปในอนาคต


 

 

 

งาน” ARDA AGRINEXT THAILAND 2025” โชว์40ผลงานวิจัยคนไทยอวดโฉมชาวโลกพร้อมเทคโนโลยีเกษตรสุดล้ำ

 ฮือฮา!!  สุดยอดผลงานวิจัยคนไทยแห่งปี ในงาน” ARDA AGRINEXT THAILAND 2025”


อย่าพลาด “อาร์ด้า”จัดเต็ม    จัดงาน “ARDA AGRINEXT THAILAND 2025”       นำ 40ผลงานวิจัยคนไทยอวดโฉมชาวโลกพร้อมเทคโนโลยีเกษตรสุดล้ำ ที่จะทำให้เกษตรไทยก้าวทันโลกและรักษ์โลก  พร้อมอับเดทเทรนด์ความรู้ ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตรของไทย ระหว่าง25–28 ก.ย. ณ  ฮอลล์ 5 อิมแพค เมืองทองธานี

           โดยในวันที่สองของงาน มีการจัดประชุมวิชาการและจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตรยิ่งใหญ่แห่งปี“ARDA AGRINEXT THAILAND 2025” งานประชุมวิชาการและจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตรยิ่งใหญ่แห่งปี  โดยปีนี้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน) หรืออาร์ด้าจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ : พลิกโฉมการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนและการแข่งขันในเวทีโลกระหว่าง25–28 ก.ย. ณ  ฮอลล์ 5 อิมแพค เมืองทองธานี

                 


ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน) หรืออาร์ด้า     กล่าวว่า    ตลอดระยะเวลา 22 ปี ARDA ได้สนับสนุนทุนวิจัยไปแล้ว 3,042 โครงการ สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวมกว่า 19,357 ล้านบาท พร้อมพัฒนาบุคลากรวิจัยการเกษตรมากกว่า 20,000 คน การจัดงาน “ARDA AGRINEXT Thailand 2025” ถือเป็นโอกาสสำคัญในการอัปเดทเทรนด์ความรู้ ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตรของประเทศไทยเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกร นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้นำนวัตกรรมงานวิจัยไปปรับใช้จริงในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม 

           ทั้งนี้     งานวิจัยถือเป็นหัวใจสำคัญ   ในการยกระดับเกษตรไทยจากการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สามารถแข่งขันได้บนเวทีโลก พร้อมชี้ว่า งานวิจัยคุณภาพคือคำตอบสำคัญที่จะช่วยเกษตรกรไทยปรับตัว และยืนหยัดได้อย่างมั่นคงภายใต้สภาวะการแข่งขันทางการค้าของโลก           โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 4 โซนหลักที่น่าสนใจ ได้แก่

โซนที่ 1 ARDA Showcase – ผลงานวิจัยทรงพลังที่การันตีว่า “งานวิจัยเปลี่ยนชีวิตได้จริง” อาทิ

• ระบบการเพาะเลี้ยงไข่น้ำ หรือ “ผำ” พืชน้ำโปรตีนสูง 61.7% บนพื้นที่ 20 ตรม.สร้างรายได้ 58,000 บาทต่อปี พื้นที่ 100 ตรม.สร้างรายได้ 276,000 บาทต่อปี

• เครื่อง CT SCAN ทุเรียน อ่อน หนอน รู้ผลใน 3 วินาที

• เทคโนโลยีตรวจ DNA คัดมะพร้าวพื้นถิ่นหวานที่สุดในโลก 9 องศาบริกซ์

• นวัตกรรมการเลี้ยง BSF แมลงโปรตีนทางเลือก ลดต้นทุน 50% สร้างรายได้ 4 ล้าน/ปี

• เครื่องผลิตปุ๋ยพลาสมาไนโตรเจน ลดการใช้ปุ๋ยเคมีกว่าร้อยละ 50 ลดต้นทุนผักสลัดเหลือเพียง 7 -10 บาทต่อกิโลกรัม


โซนที่ 2 Agri Tech – เทคโนโลยีเกษตรสุดล้ำ ที่จะทำให้เกษตรไทยก้าวทันโลกและรักษ์โลกไปพร้อมกัน อาทิ

• “โดรนขนส่งสินค้าทางการเกษตร รับน้ำหนัก 70 กก. บินระยะไกล 3,000 เมตร ลดต้นทุนการขนส่ง 63% ลดความสูญเสียผลผลิต 10%” 

• โดรนกำจัดศัตรูมะพร้าว แก้ปัญหาแรงงานคน ฉีดพ่นได้ทั้งบนใบและใต้ใบ ลดต้นทุนได้ถึง 50%

• กล้วยต้นเตี้ย นวัตกรรมการปลูกสกัดความสูงจาก 3 เมตรเหลือ 1.5 เมตร ทนลมได้ 90% เพิ่มน้ำหนัก 20–25% 

• โคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็คกรมปศุศัตว์ การพัฒนาสายพันธุ์สร้างที่สุดแห่งเนื้อพรีเมี่ยมของไทย โตเร็ว ขุนไม่นาน ไขมันแทรกเกรด A4 

• เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงหอยแครง ครั้งแรกของประเทศกับพัฒนาเทคนิคการเลี้ยง – อนุบาลขนาดที่ตลาดต้องการ อัตรารอดสูง ฟื้นธรรมชาติ รายได้ยั่งยืน

    โซนที่ 3 Agri Next – ก้าวข้ามเกษตรปัจจุบันสู่เกษตรดิจิทัลแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูง ระบบอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ และ Food for the Future อาทิ

• ALLRice แอปข้าวที่พร้อมให้คำปรึกษาชาวนาตลอด 24 ชม. ตั้งแต่การเลี้ยงสู่การตลาด

• Radar4Flood แอปเฝ้าระวังภัยฝนตกหนัก น้ำหลากและน้ำท่วม ช่วยให้ชุมชนรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที ผ่านการใช้จริงและเห็นผลสำเร็จแล้วที่เทศบาลตำบลทับมา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง

• เทคโนโลยีน้ำหยดและการให้ปุ๋ยแบบสมาร์ทฟาร์ม เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง ร้อยละ 39 และอ้อย เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 

• Rice Bot เครื่องจําหน่ายข้าวหอมมะลิไทย จุข้าวได้ 100 กก. กด 1 ครั้ง ใช้ไฟเฉลี่ยเพียง 8–14 สต. 

• ปุ๋ยเสื้อเกราะ นวัตกรรมเม็ดปุ๋ยชะลอการปล่อยธาตุอาหาร เพิ่มสารอาหารให้พืช 30 % ผลผลิตเพิ่ม 25% ลดต้นทุน 30–40 %


โซนที่ 4 Agri Colorful – ดื่มด่ำสีสันความหลากหลายของสินค้าเกษตรไทย ทั้งแปลกใหม่ หลากหลาย และสร้างมูลค่าเพิ่มได้เกินคาด อาทิ

• เทคโนโลยีและนวัตกรรมขยายพันธุ์ปะการังอ่อนฟื้นทะเลไทยแห่งแรก แห่งเดียวของประเทศไทย

• เทคโนโลยีเพาะหอยมุกน้ำจืด ราชินีแห่งอัญมณี อัตรารอดสูง 50%

• เทคโนโลยีกลั่นสุราชุมชน พัฒนาคุณภาพสุรากลั่นจากวัตถุดิบเกษตรท้องถิ่น สู่มาตรฐานกรมสรรพสามิตสู่ OTOP Champion

• นวัตกรรมแปลงเพศปลาสลิดเพศเมียล้วน ด้วยอาหารเสริมฮอร์โมนเฉพาะ ขายได้ราคาสูงกว่าแบบรวมเพศ 50 บาท/กิโลกรัม

• นวัตกรรมการเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดเฟลลินัส หรือ เห็ดกระถินพิมาน เพื่อพัฒนานวัตกรรมยาแคปซูลต้นแบบออกฤทธิ์ต้านไขมันในเส้นเลือด ลดอ้วน ต้านสิว ผิวสุขภาพดี ต้านกลุ่มโรค NCDs ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประชากรไทย



        “ขอเชิญทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิจัย ผู้ประกอบการ มาใช้ประโยชน์จากเวที ARDA AGRINEXT THAILAND 2025 นี้ ให้เต็มที่ มาชมผลงานวิจัยทั้ง 40 กว่าผลงาน ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของนักวิจัยไทยที่ได้มีการสะสมองค์ความรู้ ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี ความพร้อมของตัวชุดข้อมูล และระบบต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จ ผ่านการนำเสนอมาแล้วทั้งในเวทีระดับชาติและระดับสากล รับรองว่าทุกท่านจะเห็นภาพว่า งานวิจัยไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว และยังเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือก มีรายได้ที่มั่นคง และทำให้ประเทศเราแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน 

        อย่าลืมนะครับ 25 -28 กันยายน นี้ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตของประเทศไทยไปด้วยกัน  ทั้งหมดนี้ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายครับ” ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวเชิญชวนทิ้งท้าย




วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568

นำร่องส่งเสริมการปลูกแตงโม แบล็คแจ็ค และแคนตาลูป สวีทดี 25 สายพันธุ์คุณภาพ ผ่าน โครงการส่งเสริมการปลูกพืชน้ำน้อยในพื้นที่ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

สำนักพัฒนาสังคมกรุงเทพมหานคร จับมือเมล็ดพันธุ์ตราตะวันต้นกล้า เดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรหนองจอกปลูกพืชน้ำน้อยหลังนา สร้างรายได้ยั่งยืน และลดปัญหาฝุ่น PM2.5  นำร่องส่งเสริมการปลูกแตงโม แบล็คแจ็ค และแคนตาลูป สวีทดี 25 สายพันธุ์คุณภาพ ผ่าน โครงการส่งเสริมการปลูกพืชน้ำน้อยในพื้นที่ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร


สำนักพัฒนาสังคมกรุงเทพมหานคร จัดโครงการส่งเสริมการปลูกพืชน้ำน้อยในพื้นที่ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ เมล็ดพันธุ์ตราตะวันต้นกล้า นำร่องส่งเสริมการปลูกแตงโม แบล็คแจ็ค และแคนตาลูป สวีทดี 25 สายพันธุ์คุณภาพที่ใช้น้ำน้อยในการปลูก แต่ให้ผลผลิตคุ้มค่า สามารถสร้างรายได้หกหลักให้เกษตรกรใน 2 เดือน และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดปลายทาง 

นางสาวดุษฎี สรวงขันธ์ รองผู้อ๋านวยการสํานักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงโครงการส่งเสริมการปลูกแตงโม (พืชใช้น้ำน้อย) หลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ว่ากรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกย่านหนองจอก คลองสามวา มีนบุรีและลาดกระบัง ยังมีพื้นที่ที่เกษตรกรทำนาปีและนาปรัง แต่จากผลกระทบด้านราคาข้าวทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง กรุงเทพมหานครมีนโยบายสนับสนุนเกษตรในเมือง และส่งเสริมการทำนา ซึ่งโครงการส่งเสริมการปลูกแตงโม (พืชใช้น้ำน้อย) หลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปีในพื้นที่เขตหนองจอกถือเป็นจุดนำร่อง ที่นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการปลูกพืชหลังนา และเป็นการพัฒนาแนวทางการเกษตรที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศปัจจุบันแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากการเผาวัสดุทางการเกษตรด้วย การส่งเสริมให้เกษตรกรที่ทำนาปรังเปลี่ยนมาปลูกแตงโมซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าข้าว และเป็นช่วงฤดูแล้งที่มีปริมาณน้ำน้อยนั้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่ตอนนี้กำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำแล้ว ยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาตอซังข้าวหลังการทำนาด้วย ซึ่งกรุงเทพมหานครได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์แตงโมและแคนตาลูปจากบริษัท แอ๊ดว้านซ์ซีดส์ จำกัด (เมล็ดพันธุ์ตราตะวันต้นกล้า) เพื่อนำมาแจกจ่ายให้เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการได้นำไปปลูก โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรของบริษัทเข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ซึ่งได้รับผลตอบรับจากเกษตรกรที่ดีมาก และทางโครงการยังเตรียมจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของกรุงเทพมหานครต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบเกษตรกรเมืองที่สามารถพึ่งพาตนเอง และมีรายได้ที่มั่นคงต่อไป” 

 

       นายวันชัย ประพฤติธรรม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แอ๊ดว้านซ์ซีดส์ จำกัด (เมล็ดพันธุ์ตราตะวันต้นกล้า) กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ เองก็มีแนวคิดในการรณรงค์ให้เกษตรกรที่ทำนาปรังหันมาปลูกพืชน้ำน้อย เช่น แตงโม แคนตาลูป ซึ่งพืชที่มีอายุสั้นเพียง 2 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับเกษตรกรได้ บริษัทฯ จึงได้ร่วมกับกรุงเทพมหานครในการสนับสนุนให้เกษตรกรที่ทำนาปรังหันมาปลูกแตงโมและแคนตาลูป โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์แตงโม แบล็คแจ็ค และแคนตาลูป สวีทดี 25 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในปัจจุบัน 

 


      “การร่วมมือกับสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญในการผลักดันการปลูกพืชน้ำน้อย โดยเน้นการใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพที่ตลาดให้การยอมรับ เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว มีรายได้ที่มั่นคง และยังช่วยให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสบริโภคผลไม้ที่สดใหม่จากสวนสู่ตลาดด้วย ซึ่งบริษัทยินดีที่จะช่วยส่งเสริมเกษตรกรในเรื่องการประชาสัมพันธ์ตลาด เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้” 



       ด้าน นายจรินทร พิมพ์พุด เกษตรกรทำนา ชาวชุมชนคลองเก้า เขตหนองจอก เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกแตงโม (พืชใช้น้ำน้อย) หลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ของกรุงเทพมหานคร ว่ารู้สึกประทับใจในโครงการฯ เพราะสามารถสร้างรายได้เพิ่มที่เป็นเงินก้อนโตหลักแสนบาทให้กับครอบครัวได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงประมาณ 2 เดือน จากการปลูกแตงโมแบล็คแจ็ค ในพื้นที่นา 6 ไร่ จนมีความมั่นใจ และกำลังขยายพื้นที่เพิ่มเพื่อปลูกแตงโมอีกครั้ง ซึ่งความสำเร็จของนายจรินทรก็ได้กลายเป็นต้นแบบให้เกษตรกรรายอื่น ๆ หันมาให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกแตงโม (พืชใช้น้ำน้อย) หลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี กับกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นอีกด้วย











เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การร...