ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน: สจล. ร่วมกับ สถาบันทิวา และ 14 องค์กรพันธมิตร ลุยโปรเจกต์ยักษ์ ‘SALE to SDGs’ บูรณาการนวัตกรรมอารยเกษตรผสาน AI ปั้นสังคมสุขพอดีรับมือวิกฤตโลก
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 5 ปี ร่วมกับ สถาบันทิวา (TVA) และ 14 องค์กรภาคีเครือข่ายชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน ประกาศขับเคลื่อนโครงการ SALE to SDGs (Sustainable Agronomy Longevity Ecovillage to Sustainable Development Goals) มุ่งสร้างโมเดลชุมชนสุขยืนยาวตามหลัก "อารยเกษตร" ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผสานคลังปัญญานวัตกรรม 'สจล.' ผสานความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของสถาบันทิวา
📌
ไม่ใช่แค่
MOU บนกระดาษ
แต่คือการขยาย "ความสำเร็จ" สู่สังคมจริง
รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล.
เปิดเผยถึงเบื้องลึกของการผนึกกำลังครั้งนี้ว่า "วันนี้ไม่ใช่การเซ็น MOU
ทั่วไป
แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลหลังจากที่เราได้ทำงานร่วมกับสถาบันทิวามาถึง 5 ปี
เรามีเคสที่ลงมือทำจริงและประสบความสำเร็จแล้ว
การลงนามครั้งนี้คือการนำเคสเหล่านั้นมาผลักดันเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม"
รศ.ดร.คมสัน เน้นย้ำว่า ช่องโหว่สำคัญที่ผ่านมาคือ ภาควิชาการและชุมชนมักขาดองค์ประกอบด้านการขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น ชุมชนสามารถผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ แต่ไม่รู้จะจัดการด้านการตลาดหรือการขนส่งอย่างไรให้ไปรอด ความร่วมมือกับสถาบันทิวาและภาคีเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญในทุกกลุ่มธุรกิจ (Business Unit) จะเข้ามาอุดช่องโหว่นี้ ทำให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) แบบครบวงจร ทั้งงานวิจัย อุตสาหกรรม การลงทุน โลจิสติกส์ และการตลาด ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงบวก (Real Impact) ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ สจล. ยังเตรียมจัดงาน“ลาดกระบังนิทรรศน์ 69” จะจัดระหว่างวันที่ 24 – 30 สิงหาคม 2569 ณ สจล. เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคม ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านนวัตกรรมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในภาคส่วนต่างๆ ต่อไป
ด้าน นายชยดิฐ หุตานุวัชร์
ประธานสถาบันทิวา (TVA) และประธาน TVA Corporation กล่าวเสริมว่า
การลงนามครั้งนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบูรณาการร่วมกันของ
"ทุกคณะ" ใน สจล. และ "ทุกองค์กรเครือข่าย" ของสถาบันทิวา
เพื่อให้งานบรรลุผลสูงสุด
"สถาบันทิวาได้ทำงานร่วมกับลาดกระบังมา 5 ปีแล้ว
เราตั้งเป้าที่จะใช้เวทีใหญ่อย่าง 'งานลาดกระบังนิทรรศน์ 2026' เป็นจุดประกายในการนำเสนอทางออกให้กับประเทศ
ท่ามกลางวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งภัยสงคราม การดิสรัปต์ของ AI และปัญหาเศรษฐกิจ
หากมีการบูรณาการระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาอย่างจริงจัง
จะก่อให้เกิดทักษะที่นำไปใช้ได้จริง (Real Skill) ซึ่งเมื่อคนเราพัฒนาตัวเองได้ถูกจุด
ทางรอดจากวิกฤตต่างๆ ก็จะตามมา"
📌
ชูโปรเจกต์นำร่อง
"Grow Longevity Ecovillage" อาหารปลอดภัย-ชีวิตยั่งยืน
นายชยดิฐ กล่าวย้ำว่า
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของความร่วมมือตลอด 5 ปีที่ผ่านมาและกำลังจะถูกยกระดับขึ้น
คือโครงการ Grow Longevity Ecovillage ซึ่งนี่คือ
"ทางออกของประเทศไทย" โดยใช้แนวคิดพื้นฐานคือ Forest, Farm, Food
(ป่า
ฟาร์ม อาหาร) ผสานเข้ากับจุดแข็งของ สจล.
ทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์และด้านเทคโนโลยีเกษตร
เพื่อสร้างพื้นที่อยู่อาศัยที่ผู้คนสามารถพักพิงและผลิตอาหารที่ปลอดภัยได้จริง
ตอบโจทย์ทั้งผู้ปลูกและความปลอดภัยของผู้บริโภคทั่วไป
📌
เจาะลึก
6
มิติความร่วมมือ พลิกโฉมชุมชนและภาคการเกษตรไทย (พ.ศ. 2569 - 2574)
การขับเคลื่อนโครงการ SALE to
SDGs ครอบคลุมการบูรณาการใน
6
ด้านหลัก ได้แก่:
1. ลุยพื้นที่นำร่องสร้างโมเดลชุมชน:
เดินหน้าสร้างชุมชนสุขยืนยาวตามหลักอารยเกษตร
ในพื้นที่ของสถาบันและพื้นที่เครือข่าญ
2. วิจัยและนวัตกรรม 'จากหิ้งสู่ห้าง': พัฒนาองค์ความรู้ครบวงจร
ทั้งด้านอายุรเวช เกษตรสมัยใหม่ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมชุมชน โดยใช้ AI สร้าง Smart Ecosystem เป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ใช้งานได้จริง
3. ปั้นคนรับโลกยุคใหม่ (Reskill,
Upskill, Real Skill): ยกระดับการศึกษาผ่านหลักสูตรแห่งอนาคต เช่น AIOT เพื่อเกษตรอินทรีย์ครบวงจร, AI
Digital Transformation, และ Longevity Healing Center
4. บริการวิชาการและวิชาชีพเชิงรุก:
นำองค์ความรู้ลงพื้นที่ปฏิบัติจริง ร่วมกับภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และสื่อมวลชน
พร้อมจัดเสวนาขยายผลความสำเร็จ
5. สร้าง Business-Culture
Synergy: เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมเป็นสินค้า
Soft Power และ Creative Content โดยใช้ สจล. เป็นศูนย์กลางวิจัย
ผสานทุนและช่องทางตลาดจากเอกชน
6. สื่อสารความสำเร็จสู่เวทีโลก:
เตรียมโชว์โมเดลชุมชนสุขยืนยาวระดับชาติและนานาชาติ ในงานลาดกระบังนิทรรศน์ 2026 และ Thailand Economic Forum
📌 14 องค์กรยักษ์ใหญ่ ผนึกกำลังพลิกโฉมประเทศ
การลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร คณบดี สจล. ร่วมเป็นสักขีพยานพร้อมกับ 14 องค์กรภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย:
สถาบันที่ปรึกษาการจัดการแห่งประเทศไทย (IMC Thailand) , สถาบัน Ecovillage Transition Asia Institute (ETA)
, สถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ (CTPI) , สถาบัน FKII Thailand (Field for Knowledge Integration and Innovation) สถาบัน FN Academy , บริษัท ทิวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด , บริษัท โกร อีโควิลเลจ จำกัด , บริษัท จีเซเว่น อิงค์ จำกัด , บริษัท เฮดแอนด์ฮาร์ท ครีเอทีฟแอนด์สตราทีจิคโซลูชั่น จำกัด , บริษัท รีบาวด์ จำกัด , บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด , Cyberplex Solutions Private Limited Company , บริษัท คิงดี อินเตอร์เนชั่นแนล ซอฟต์แวร์ กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท ซอร์สโค้ด จำกัด
📌 บทสรุป: สู่เป้าหมาย "สังคมสุขพอดี"
ในช่วงท้าย รศ.ดร.คมสัน ได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจว่า "ในโลกยุควิกฤต หากเรา 'ตั้งสติ' มีความระลึกรู้ถึงปัญหา เราจะสามารถแก้ไขและบรรเทาสิ่งต่างๆ ได้ หากเรามีความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ ดึงเอาพลังและเครือข่ายมาดูแลซึ่งกันและกัน ยึดหลักความพอดีพอเพียง ก็จะทำให้สังคมน่าอยู่และสามารถผ่านพ้นทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้"
สอดคล้องกับมุมมองของ นายชยดิฐ
ที่สรุปถึงหัวใจของความร่วมมือนี้ว่า
"การประสานงานระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษาคือเสาหลักสำคัญ การสร้าง 'สังคมพอดี' คือสังคมที่ไม่มากไปและไม่น้อยไป
เป็นสังคมทุนนิยมแบบเกื้อกูลที่มีความแบ่งปัน
ซึ่งจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน หรือที่เราเรียกว่า
สังคมสุขพอดี"
