Powered By Blogger

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

สจล. จับมือ สถาบันทิวา พร้อมพันธมิตร14 องค์กรยักษ์ใหญ่ ผนึกกำลังพลิกโฉมประเทศ

   


ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน: สจล. ร่วมกับ สถาบันทิวา และ 14 องค์กรพันธมิตร ลุยโปรเจกต์ยักษ์  SALE to SDGs’ บูรณาการนวัตกรรมอารยเกษตรผสาน AI ปั้นสังคมสุขพอดีรับมือวิกฤตโลก

     สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 5 ปี ร่วมกับ สถาบันทิวา (TVA) และ 14 องค์กรภาคีเครือข่ายชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน ประกาศขับเคลื่อนโครงการ SALE to SDGs (Sustainable Agronomy Longevity Ecovillage to Sustainable Development Goals) มุ่งสร้างโมเดลชุมชนสุขยืนยาวตามหลัก "อารยเกษตร" ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผสานคลังปัญญานวัตกรรม 'สจล.' ผสานความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของสถาบันทิวา




📌 ไม่ใช่แค่ MOU บนกระดาษ แต่คือการขยาย "ความสำเร็จ" สู่สังคมจริง

     รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เปิดเผยถึงเบื้องลึกของการผนึกกำลังครั้งนี้ว่า "วันนี้ไม่ใช่การเซ็น MOU ทั่วไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลหลังจากที่เราได้ทำงานร่วมกับสถาบันทิวามาถึง 5 ปี เรามีเคสที่ลงมือทำจริงและประสบความสำเร็จแล้ว การลงนามครั้งนี้คือการนำเคสเหล่านั้นมาผลักดันเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม" 

     รศ.ดร.คมสัน เน้นย้ำว่า ช่องโหว่สำคัญที่ผ่านมาคือ ภาควิชาการและชุมชนมักขาดองค์ประกอบด้านการขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น ชุมชนสามารถผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ แต่ไม่รู้จะจัดการด้านการตลาดหรือการขนส่งอย่างไรให้ไปรอด ความร่วมมือกับสถาบันทิวาและภาคีเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญในทุกกลุ่มธุรกิจ (Business Unit) จะเข้ามาอุดช่องโหว่นี้ ทำให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) แบบครบวงจร ทั้งงานวิจัย อุตสาหกรรม การลงทุน โลจิสติกส์ และการตลาด ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงบวก (Real Impact) ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ สจล. ยังเตรียมจัดงาน“ลาดกระบังนิทรรศน์ 69” จะจัดระหว่างวันที่ 24 – 30 สิงหาคม 2569 ณ สจล. เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคม ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านนวัตกรรมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในภาคส่วนต่างๆ ต่อไป


    ด้าน นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (TVA) และประธาน TVA Corporation กล่าวเสริมว่า การลงนามครั้งนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบูรณาการร่วมกันของ "ทุกคณะ" ใน สจล. และ "ทุกองค์กรเครือข่าย" ของสถาบันทิวา เพื่อให้งานบรรลุผลสูงสุด

    "สถาบันทิวาได้ทำงานร่วมกับลาดกระบังมา 5 ปีแล้ว เราตั้งเป้าที่จะใช้เวทีใหญ่อย่าง 'งานลาดกระบังนิทรรศน์ 2026' เป็นจุดประกายในการนำเสนอทางออกให้กับประเทศ ท่ามกลางวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งภัยสงคราม การดิสรัปต์ของ AI และปัญหาเศรษฐกิจ หากมีการบูรณาการระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาอย่างจริงจัง จะก่อให้เกิดทักษะที่นำไปใช้ได้จริง (Real Skill) ซึ่งเมื่อคนเราพัฒนาตัวเองได้ถูกจุด ทางรอดจากวิกฤตต่างๆ ก็จะตามมา"

📌 ชูโปรเจกต์นำร่อง "Grow Longevity Ecovillage" อาหารปลอดภัย-ชีวิตยั่งยืน

     นายชยดิฐ กล่าวย้ำว่า หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของความร่วมมือตลอด 5 ปีที่ผ่านมาและกำลังจะถูกยกระดับขึ้น คือโครงการ Grow Longevity Ecovillage ซึ่งนี่คือ "ทางออกของประเทศไทย" โดยใช้แนวคิดพื้นฐานคือ Forest, Farm, Food (ป่า ฟาร์ม อาหาร) ผสานเข้ากับจุดแข็งของ สจล. ทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์และด้านเทคโนโลยีเกษตร เพื่อสร้างพื้นที่อยู่อาศัยที่ผู้คนสามารถพักพิงและผลิตอาหารที่ปลอดภัยได้จริง ตอบโจทย์ทั้งผู้ปลูกและความปลอดภัยของผู้บริโภคทั่วไป

📌 เจาะลึก 6 มิติความร่วมมือ พลิกโฉมชุมชนและภาคการเกษตรไทย (พ.ศ. 2569 - 2574)

      การขับเคลื่อนโครงการ SALE to SDGs ครอบคลุมการบูรณาการใน 6 ด้านหลัก ได้แก่:

1. ลุยพื้นที่นำร่องสร้างโมเดลชุมชน: เดินหน้าสร้างชุมชนสุขยืนยาวตามหลักอารยเกษตร ในพื้นที่ของสถาบันและพื้นที่เครือข่าญ

2. วิจัยและนวัตกรรม 'จากหิ้งสู่ห้าง': พัฒนาองค์ความรู้ครบวงจร ทั้งด้านอายุรเวช เกษตรสมัยใหม่ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมชุมชน โดยใช้ AI สร้าง Smart Ecosystem เป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ใช้งานได้จริง

3. ปั้นคนรับโลกยุคใหม่ (Reskill, Upskill, Real Skill): ยกระดับการศึกษาผ่านหลักสูตรแห่งอนาคต เช่น AIOT เพื่อเกษตรอินทรีย์ครบวงจร, AI Digital Transformation, และ Longevity Healing Center

4. บริการวิชาการและวิชาชีพเชิงรุก: นำองค์ความรู้ลงพื้นที่ปฏิบัติจริง ร่วมกับภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และสื่อมวลชน พร้อมจัดเสวนาขยายผลความสำเร็จ

5. สร้าง Business-Culture Synergy: เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมเป็นสินค้า Soft Power และ Creative Content โดยใช้ สจล. เป็นศูนย์กลางวิจัย ผสานทุนและช่องทางตลาดจากเอกชน

6. สื่อสารความสำเร็จสู่เวทีโลก: เตรียมโชว์โมเดลชุมชนสุขยืนยาวระดับชาติและนานาชาติ ในงานลาดกระบังนิทรรศน์ 2026 และ Thailand Economic Forum

📌 14 องค์กรยักษ์ใหญ่ ผนึกกำลังพลิกโฉมประเทศ


 การลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร คณบดี สจล. ร่วมเป็นสักขีพยานพร้อมกับ 14 องค์กรภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย:

สถาบันที่ปรึกษาการจัดการแห่งประเทศไทย (IMC Thailand) , สถาบัน Ecovillage Transition Asia Institute (ETA)

 , สถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ (CTPI)   , สถาบัน FKII Thailand (Field for Knowledge Integration and Innovation) สถาบัน FN Academy  ,  บริษัท ทิวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ,  บริษัท โกร อีโควิลเลจ จำกัด  ,  บริษัท จีเซเว่น อิงค์ จำกัด  , บริษัท เฮดแอนด์ฮาร์ท ครีเอทีฟแอนด์สตราทีจิคโซลูชั่น จำกัด  ,  บริษัท รีบาวด์ จำกัด  , บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ,   Cyberplex Solutions Private Limited Company , บริษัท คิงดี อินเตอร์เนชั่นแนล ซอฟต์แวร์ กรุ๊ป จำกัด และ ริษัท ซอร์สโค้ด จำกัด


📌 บทสรุป: สู่เป้าหมาย "สังคมสุขพอดี"

     ในช่วงท้าย รศ.ดร.คมสัน ได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจว่า "ในโลกยุควิกฤต หากเรา 'ตั้งสติ' มีความระลึกรู้ถึงปัญหา เราจะสามารถแก้ไขและบรรเทาสิ่งต่างๆ ได้ หากเรามีความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ ดึงเอาพลังและเครือข่ายมาดูแลซึ่งกันและกัน ยึดหลักความพอดีพอเพียง ก็จะทำให้สังคมน่าอยู่และสามารถผ่านพ้นทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้"

      สอดคล้องกับมุมมองของ นายชยดิฐ ที่สรุปถึงหัวใจของความร่วมมือนี้ว่า "การประสานงานระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษาคือเสาหลักสำคัญ การสร้าง 'สังคมพอดี' คือสังคมที่ไม่มากไปและไม่น้อยไป เป็นสังคมทุนนิยมแบบเกื้อกูลที่มีความแบ่งปัน ซึ่งจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน หรือที่เราเรียกว่า สังคมสุขพอดี"


วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

สุพรรณบุรีจัดใหญ่ ! Soft Power Fair ขนสินค้าเด็ด 120 ร้าน เอาใจนักช้อป มุ่งผลักดันผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งยกระดับเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว 3 จังหวัด ภาคกลางตอนล่าง

นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “สามบุรี SOFT POWER FAIR” โดย นายสุขสันต์ เพ็งดิษฐ์ ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองโบราณอู่ทอง (อพท.อู่ทอง) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ณ ลานด้านหน้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สุพรรณบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี


  โครงการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ โดยเน้นการบูรณาการด้านการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการเดินทางและการใช้จ่ายระหว่างกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 อย่างต่อเนื่อง

 


โดยภายในงาน “สามบุรี SOFT POWER FAIR” พบกับการออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน สินค้าเด่น และสินค้าขึ้นชื่อจากทั้ง 3 จังหวัด มากกว่า 120 ร้านค้า ให้เลือกชม เลือกชิม และเลือกซื้อครบในที่เดียว พร้อมนิทรรศการแสดงศักยภาพผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ กิจกรรมประกวดแข่งขันทำอาหาร กิจกรรมประกวดวงดนตรี รวมถึงความบันเทิงจากมินิคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดัง อาทิ เป๊กกี้ ศรีธัญญา ตรี ชัยณรงค์ และเรไร ไลฟ์สด และตลอดจนกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมายทุกวัน

  สำหรับการจัดงานครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 29 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ลานด้านหน้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สุพรรณบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี และครั้งที่ 3 ระหว่าง วันที่ 24 – 26 เมษายน 2569 ณ ลานด้านหน้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ กาญจนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

    จังหวัดสุพรรณบุรีขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์ของสินค้าและวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนผ่านงาน “สามบุรี SOFT POWER FAIR” ที่รวบรวมความโดดเด่นของทั้ง 3 จังหวัดไว้ในงานเดียว


วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

กรมการข้าว ชู "นวัตกรรม Rotary Mulcher" เปลี่ยนตอซังเป็นทอง ลดเผา กักเก็บคาร์บอน


กรมการข้าวโชว์ความสำเร็จ Rotary Mulcher ในนาน้ำลึกปราจีนบุรี ช่วยเกษตรกรหยุดเผาฟาง เปลี่ยนตอซังเป็นปุ๋ยเพิ่มรายได้ ลดก๊าซเรือนกระจกและปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ พร้อมขยายผลสร้างสังคมเกษตรสีเขียวทั่วไทย 

    นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ในนาข้าว พร้อมชมการสาธิตนวัตกรรม “เครื่องย่อยกำจัดตอซังข้าว (Rotary Mulcher)” ในพื้นที่นิเวศนาน้ำลึก ณ ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี 

    นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยภายหลังนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานและชมการสาธิตนวัตกรรม “เครื่องย่อยกำจัดตอซังข้าว (Rotary Mulcher)” ณ ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีฟางข้าวและตอซังตกค้างในนาข้าวรวมกว่า 42 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยในพื้นที่นาน้ำลึกจังหวัดปราจีนบุรีและใกล้เคียงมักประสบปัญหาตอซังและฟางข้าวที่มีปริมาณมากและยาวกว่าปกติ ทำให้เกษตรกรนิยมใช้วิธีการเผาเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายโครงสร้างดิน และเป็นต้นเหตุของฝุ่นละออง  PM 2.5 กรมการเข้าว จึงได้ส่งเสริมการใช้เครื่อง Rotary Mulcher ซึ่งสามารถสับย่อยตอซังที่หนาแน่นได้ละเอียดในขั้นตอนเดียว ช่วยให้ฟางย่อยสลายเป็นปุ๋ยเร็วกว่าการไถกลบแบบเดิมถึง 1 เท่าตัว ส่งผลให้ดินร่วนซุย รากข้าวแข็งแรง และลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ถึง 10-20% เพื่อ ยุติการเผาในที่โล่ง: ลดมลพิษทางอากาศและ ก๊าซเรือนกระจก ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน: เปลี่ยนตอซังเป็นอินทรียวัตถุ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยกระดับเกษตรกรรมอัจฉริยะ: โดยการใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน ที่ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ ในการขับเคลื่อนนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของรัฐบาล 

    ด้าน นางกุลชนา ดาร์เวล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ระบุว่า เกษตรกรในพื้นที่บริเวณรอบศูนย์วิจัยข้าวกว่า 80% เริ่มปรับเปลี่ยนทัศนคติหันมาใช้วิธีการย่อยกลบเพื่อทำปุ๋ยสดแทนการเผา ในขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ ให้ความสนใจเข้ามาขอศึกษาดูงานและสาธิตการใช้เครื่องเครื่องย่อยตอซังอย่างต่อเนื่อง เกิดการรวมกลุ่มเพื่อวางแผนบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เพื่อให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้ครอบคลุมทุกครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าฟางข้าวในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การทำฟางอัดก้อนเพื่ออาหารสัตว์ การผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์จากเยื่อฟางข้าว  โดยการนำเอาเศษฟางข้าวมาทำเป็น ดอกไม้ โคมไฟ จาน ชาม ถาด ที่สามารถบรรจุได้ทั้งร้อนและเย็น ปลอดภัยต่อสุขภาพ และสามารถย่อยสลายเองตามธรรมชาติในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม  



    ปัจจุบันประเทศไทยมีฟางข้าวและตอซังตกค้างในนาข้าวรวมกว่า 42 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก กรมการข้าวจึงมีแผนที่จะขยายผลนวัตกรรมเครื่องย่อยตอซังนี้ไปยังพื้นที่นาน้ำลึกทั่วประเทศ ผ่านกลไกการบริหารจัดการเครื่องจักรกลแบบแบ่งปัน (Sharing Economy)  ในกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อสร้างสังคมเกษตรปลอดการเผาและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยอย่างยั่งยืน


วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดงาน “วัฒนธรรมวิถีเกษตรไทย Learn & Life Night at the Museum” ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธาน

   วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี เปิดงาน วัฒนธรรมวิถีเกษตรไทย Learn & Life Night at the Museumโดยได้รับเกียรติจาก นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว 

     นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เผยว่า “งานวัฒนธรรมวิถีเกษตรไทย Learn & Life Night at the Museum 2026 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ และมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและพระเกียรติคุณของ พระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการเกษตร โดยเฉพาะหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยึดมั่นเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนและการบูรณาการการดำเนินงานกับทุกภาคส่วน และครั้งนี้ยังเป็นกิจกรรมที่เราทุกคนได้ร่วมใจกันน้อมรำลึก เผยว่า “งานวัฒนธรรมวิถีเกษตรไทย Learn & Life Night at the Museum 2026 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ และมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและพระเกียรติคุณของ พระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการเกษตร 

    โดยเฉพาะหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยึดมั่นเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนและการบูรณาการการดำเนินงานกับทุกภาคส่วน และครั้งนี้ยังเป็นกิจกรรมที่เราทุกคนได้ร่วมใจกันน้อมรำลึก ถึงพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการเกษตร โดยเฉพาะหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยึดมั่นเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนและการบูรณาการการดำเนินงานกับทุกภาคส่วน และครั้งนี้ยังเป็นกิจกรรมที่เราทุกคนได้ร่วมใจกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวงที่พระองค์ทรงสร้างงานศิลป์ ส่งเสริมงานศิลปวัฒนธรรม สร้างอาชีพให้คงอยู่และเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนมาจนถึงทุกวันนี้”

ทางด้านพันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดงานครั้งนี้มุ่งเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการเกษตร พร้อมเชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาชุมชน และสินค้าเกษตรคุณภาพเพื่อส่งเสริม และสร้างโอกาสการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากตลาดเศรษฐกิจพอเพียงที่จัดเป็นประจำทุกเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์แรกของเดือน สู่การเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนให้ประชาชนได้เข้าถึงองค์ความรู้ วิถีวัฒนธรรม และความหลากหลายของสินค้าเกษตรไทย

รวมถึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดปทุมธานี” เพื่อส่งเสริม และสร้างโอกาสการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรมซึ่งเป็นการต่อยอดจากตลาดเศรษฐกิจพอเพียงที่จัดเป็นประจำทุกเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์แรกของเดือน สู่การเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนให้ประชาชนได้เข้าถึงองค์ความรู้ วิถีวัฒนธรรม และความหลากหลายของสินค้าเกษตรไทย รวมถึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดปทุมธานี”


ภายในงานจัดกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงดนตรี ที่จะสร้างสีสันให้กับบรรยากาศพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน นอกจากนี้ยังมี กิจกรรม Workshop ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรและภูมิปัญญาไทย โดยผู้ร่วมงานสามารถเข้าร่วมเรียนรู้และลงมือทำได้ทุกหลักสูตร เช่น การทำบุษบาห่มผ้า การขยายพันธุ์พืชแบบควบแน่น และการปลูกผัก 7 วันทันกิน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานแบบงานวัดไทย อาทิ ชิงช้าสวรรค์ ตักไข่พาโชค เกมตักปลา และบิงโกเกษตร สร้างความเพลิดเพลินให้กับครอบครัวและ ผู้เข้าชมงาน อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ โซนตลาดวัฒนธรรม ที่นำร้านค้าจากเครือข่ายวัฒนธรรมและหน่วยงานภาคี กว่า 70 ร้านค้า และตลาดของอร่อยในปทุมธานี และสินค้าเกษตร อาหาร 4 ภาค ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจำหน่ายภายในงาน


องค์ความรู้ด้านการเกษตรและภูมิปัญญาไทย โดยผู้ร่วมงานสามารถเข้าร่วมเรียนรู้และลงมือทำได้ ทุกหลักสูตร เช่น การทำบุษบาห่มผ้า การขยายพันธุ์พืชแบบควบแน่น และการปลูกผัก 7 วันทันกิน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานแบบงานวัดไทย อาทิ ชิงช้าสวรรค์ ตักไข่พาโชค เกมตักปลา และบิงโกเกษตร สร้างความเพลิดเพลินให้กับครอบครัวและผู้เข้าชมงาน อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ โซนตลาดวัฒนธรรม ที่นำร้านค้าจากเครือข่ายวัฒนธรรมและหน่วยงานภาคี กว่า 70 ร้านค้า และตลาดของอร่อยในปทุมธานี และสินค้าเกษตร อาหาร 4 ภาค ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจำหน่ายภายในงาน

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ขอเชิญชวน ประชาชน นักเรียน นักศึกษา มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ การเรียนรู้ด้านเกษตรและวัฒนธรรมไทยในบรรยากาศยามค่ำคืน พร้อมร่วม แชะ เช็คอิน ชม ช้อป ชิม และเรียนรู้ ภายในงาน “วัฒนธรรมวิถีเกษตรไทย Learn & Life Night at the Museum ระหว่างวันที่ 20 – 22 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จังหวัดปทุมธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171

คลิกดูรายละเอียดได้ที่ หรือ  facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum


 


วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

CIS Open House 2026 สุดคึกคัก! ผู้ปกครองแห่ร่วมงานล้นหลาม สะท้อนความเชื่อมั่นหลักสูตร : เปิดประตูสู่โลกอนาคตกับต้นฉบับโรงเรียนนานาชาติจีน"


 "งาน CIS OPEN HOUSE 2026 จัดใหญ่""ผู้ปกครองแห่ร่วมงานล้นหลาม เชื่อมั่นในหลักสูตร"

ปั้นเด็กประถมแกร่งตั้งแต่รากฐาน ดันมัธยมปลายสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก

    โรงเรียนนานาชาติจีน (China International School - CIS) ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการจัดงาน Open House 2026 ภายใต้แนวคิด “China Now, Future Ready เปิดประตูสู่โลกอนาคตกับต้นฉบับโรงเรียนนานาชาติจีน”          

                                             

    

     ภายในงานเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้แบบ “นานาชาติจีนแท้” อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาที่มุ่งวางรากฐานทักษะสำคัญรอบด้าน ทั้งภาษา วิชาการ และการคิดวิเคราะห์ ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาที่เน้นการต่อยอดศักยภาพ เตรียมความพร้อมสู่การเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก


CIS ยังสะท้อนจุดแข็งด้านหลักสูตรที่ผสานความเป็นเลิศทางวิชาการของจีนเข้ากับมาตรฐานสากล พร้อมสร้างนักเรียนให้เป็น “พลเมืองโลก” ที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

งานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ปกครองจำนวนมาก สะท้อนความเชื่อมั่นต่อแนวทางการศึกษาที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ และตอกย้ำบทบาทของ CIS ในฐานะหนึ่งในโรงเรียนนานาชาติที่น่าจับตามอง

CIS Open House 2026 สุดคึกคัก! ผู้ปกครองแห่ร่วมงานล้นหลาม สะท้อนความเชื่อมั่นหลักสูตรนานาชาติจีน พร้อมปูพื้นสร้างรากฐานเด็กประถม ในการยกระดับมัธยมปลายให้มีความพร้อมก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก


🌎 Open House 2026 ของโรงเรียนนานาชาติจีน (China International School - CIS) : เปิดประตูสู่โลกอนาคตกับต้นฉบับโรงเรียนนานาชาติจีน" อีกหนึ่งความสำเร็จอย่างยิ่งในการจัดงาน Open House 2026 ของโรงเรียนนานาชาติจีน (China International School - CIS) 

ภายใต้แนวคิด "China Now, Future Ready ที่ได้เปิดประตูสู่โลกอนาคตกับต้นฉบับโรงเรียนนานาชาติจีน" เมื่อวันที่ 14 - 15 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการปูพื้นฐานการเรียนรู้อย่างมีความสุขในระดับประถม และเจาะลึกเส้นทางสู่ความสำเร็จในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับประถมศึกษา: ปั้นรากฐานอัจฉริยะ บนพื้นฐานความสุขในการเรียนรู้

สำหรับการศึกษาในระดับประถมศึกษา คุณธนเดช กิจศุภไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มสถาบันภาษาจีน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ให้เกียรติบรรยายพิเศษในหัวข้อ "ปั้นรากฐานอัจฉริยะสร้างความสุขในการเรียนรู้" โดยเน้นย้ำถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นศักยภาพทางปัญญาควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะทางใจ เพื่อให้เด็ก ๆ เติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุขกับการเรียนอย่างยั่งยืน 

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย: เจาะลึกเส้นทางสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำด้วย CSCA และ IELTS

ในส่วนของระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนได้นำเสนอความแข็งแกร่งทางวิชาการเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ระดับอุดมศึกษา ดังนี้:

 หลักสูตร CSCA: มุ่งเน้นการเจาะลึกเส้นทางเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก 

 การเตรียมตัวสอบ IELTS: ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของโรงเรียนในการยกระดับทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนให้เป็นเลิศ 

 วิสัยทัศน์จากทีมวิชาการ: นำโดย อาจารย์เปา คุน และ Mr. Troy Kertis Stancey Clarke ที่มาร่วมให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเตรียมตัวเชิงรุกเพื่อการแข่งขันในระดับสากล 

สัมผัสประสบการณ์จริงและโอกาสทางการศึกษา

ภายในงาน ผู้ปกครองและนักเรียนได้มีโอกาสเยี่ยมชมห้องเรียนที่ทันสมัย และร่วมกิจกรรมฐานภาษาจีนที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความตื่นเต้นและทักษะการสื่อสารจริง นอกจากนี้ อาจารย์ ดร.ธัญญ์พิชชา อติวัณณ์วงษ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ยังได้มอบโอกาสพิเศษสำหรับการตัดสินใจสมัครเรียนภายในงาน ดังนี้:

 ทุนการศึกษาส่วนลดค่าเล่าเรียน: ตั้งแต่ 10% - 50% จากการสัมภาษณ์รับทุน 

 สิทธิพิเศษ: ยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพ 

 

ผู้ปกครองที่สนใจเข้าเยี่ยมชมโรงเรียนหรือสอบถามข้อมูลหลักสูตรเพิ่มเติม 

สามารถติดต่อได้ที่ :โทร: 082-4494228  หรือ E-mail: cis-admission@chinis.ac.th  หรือ Facebook: www.facebook.com/chinainternationalschool  หรือ Website: www.chinis.ac.th

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนเปิดประสบการณ์เรียนรู้ยามค่ำคืน ในงาน “วัฒนธรรมวิถีเกษตรไทย Learn & Life Night at the Museum”

                       

          พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี ชวนประชาชนสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรม และวิถีเกษตรไทย เปิดประสบการณ์เรียนรู้วัฒนธรรมและการเกษตร ในบรรยากาศยามค่ำคืน กับงาน “วัฒนธรรมวิถีเกษตรไทย Learn & Life Night at the Museum”
        ผนึกกำลังร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรุงเทพฯและหน่วยงานภาคี อาทิ กรมหม่อนไหม เทศบาลเมืองท่าโขลง มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานพัฒนาการชุมชนจังหวัดปทุมธานี เพื่อร่วมสร้างสีสันในบรรยากาศพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน และเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์ในยามค่ำคืนให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ 
     
                     

   ถ่ายทอดภูมิปัญญาเกษตรไทย วิถีวัฒนธรรม และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ องค์ความรู้ และความบันเทิง การถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญา และวิถีเกษตร พร้อมทั้งเปิfพิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตรยามค่ำคืน เข้าชมนิทรรศการ Immersive of Mado Pavilion นำเสนอเรื่องราวพระราชกรณียกิจด้านการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีการจัดแสดง Immersive Experience ที่ผสานแสง สี เสียง และสื่อดิจิทัล สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและน่าประทับใจ พร้อมตลาดสินค้าภูมิปัญญา สินค้าเกษตร ของกิน ของอร่อยในปทุมธานี และร้านค้าจากภาคีเครือข่าย รวมกว่า 300 ร้านค้า จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ พื้นที่ Mado Pavilion ติดถนนพหลโยธิน พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จ.ปทุมธานี
                             
     พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้มุ่งเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการเกษตร พร้อมเชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาชุมชน และสินค้าเกษตรคุณภาพ เพื่อส่งเสริม และสร้างโอกาสการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการต่อยอด จากตลาดเศรษฐกิจพอเพียงที่จัดเป็นประจำทุกเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์แรกของเดือน สู่การเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนให้ประชาชนได้เข้าถึงองค์ความรู้ วิถีวัฒนธรรม และความหลากหลายของสินค้าเกษตรไทย รวมถึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดปทุมธานี
                                     


     ภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงดนตรี
ที่จะสร้างสีสันให้กับบรรยากาศพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน นอกจากนี้ยังมี กิจกรรม Workshop ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรและภูมิปัญญาไทย องค์ความรู้ด้านการเกษตรและภูมิปัญญาไทย โดยผู้ร่วมงานสามารถเข้าร่วมเรียนรู้และลงมือทำได้ ทุกหลักสูตร เช่น การทำบุษบาห่มผ้า การขยายพันธุ์พืชแบบควบแน่น และการปลูกผักสารพัดงอก ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานแบบงานวัดไทย อาทิ ตักไข่พาโชค เกมตักปลา และบิงโกเกษตร สร้างความเพลิดเพลินให้กับครอบครัวและผู้เข้าชมงาน
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ โซนตลาดวัฒนธรรม ที่นำร้านค้าจากเครือข่ายวัฒนธรรมและหน่วยงานภาคี กว่า 70 ร้านค้า และตลาดของอร่อยในปทุมธานี และสินค้าเกษตร อาหาร 4 ภาค ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจำหน่ายภายในงาน
                  
     พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ขอเชิญชวน ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ด้านเกษตรและวัฒนธรรมไทยในบรรยากาศยามค่ำคืน พร้อมร่วม แชะ เช็คอิน ชม ช้อป ชิม และเรียนรู้ ภายในงาน วัฒนธรรมวิถีเกษตรไทย Learn & Life Night at the Museum ระหว่างวันที่ 20 – 22 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จังหวัดปทุมธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum



วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ผนึกกำลัง หน่วยงานพันธมิตร มอบทุนการศึกษาบุตร–ธิดา สมาชิก และทุนพัฒนาสื่อเกษตร

สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จัดพิธีมอบทุนการศึกษาบุตร–ธิดา ประจำปี 2569 พร้อมมอบทุนพัฒนาศักยภาพสื่อมวลชน เพื่อสนับสนุนการศึกษาและเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรสื่อสารมวลชนสายเกษตร โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐร่วมเป็น

ประธานและร่วมมอบทุนในกิจกรรมดังกล่าว


เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง กรุงเทพมหานคร นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมและมอบทุนการศึกษาบุตร–ธิดา ของสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 โดยมี นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เข้าร่วมพิธีและร่วมมอบทุนการศึกษา พร้อมด้วย นายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน



กิจกรรมมอบทุนการศึกษาดังกล่าวจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 โดยในปีนี้สมาคมฯ ได้มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตร–ธิดาของสื่อมวลชนสมาชิกสมาคมฯ จำนวน 42 ทุน เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง
นอกจากนี้ ยังได้มอบ ทุนพัฒนาศักยภาพสื่อมวลชน จำนวน 20 ทุน เพื่อส่งเสริมการเพิ่มพูนความรู้และทักษะของสื่อมวลชนสายเกษตร ให้สามารถทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่สื่อมวลชนในการทำงานเพื่อประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรของประเทศ


การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนรวมกว่า 30 หน่วยงาน อาทิ หน่วยงานด้านการเกษตรสำคัญ เช่น กรมประมง กรมหม่อนไหม กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)




นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคเอกชนและและองค์กรธุรกิจต่าง ๆจำนวนมาก อาทิ บริษัท ไรซ์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด, บริษัท เจซีแอนด์โค คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด, บริษัท เอ็มเอสแอล ไทยแลนด์, บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่น เอเชีย แปซิฟิก จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อและาหาร จำกัด, บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด, บริษัท ซีพีแรม จำกัด, บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท เอสพีอาร์ ฟู้ดอินดัสทรี จำกัด และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.)
การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของเครือข่ายภาคเกษตรในการร่วมพัฒนาทรัพยากรบุคคล และส่งเสริมบทบาทของสื่อมวลชนสายเกษตร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารองค์ความรู้ ข่าวสาร และนโยบายด้านการเกษตรไปสู่เกษตรกรและสังคมไทยอย่างทั่วถึงต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

วีเอ็นยูฯ ปักหมุด ILDEX และ Horti & Agri 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจเกษตร–ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน

   กรุงเทพฯ – 12 มีนาคม 2569 – บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จัดงานเปิดตัว ILDEX (อิลเด็กซ์) และ Horti & Agri (ฮอร์ติ แอนด์ อะกริ) Exhibition Series 2026 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน เพื่อประกาศทิศทางการขยายแพลตฟอร์มธุรกิจด้านปศุสัตว์และการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงาน คุณเควิน เจ้า และ คุณศุภณัฐ ตรีรัตน์พิจารณ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด พร้อมด้วย คุณทักษอร วาทีสาธกกิจ ผู้จัดการโครงการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ได้นำเสนอภาพรวมการจัดงาน พร้อมชี้ให้เห็นถึง การบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าระหว่างอุตสาหกรรมปศุสัตว์และการเกษตร รวมถึง โอกาสทางธุรกิจในตลาดสำคัญอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย

   ภายในงาน ทีมผู้จัดได้เผยภาพรวมของ ILDEX Exhibition Series ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าด้านปศุสัตว์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในหลายประเทศสำคัญของอาเซียน พร้อมนำเสนอแนวโน้มตลาดและโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมร่วมแบ่งปันมุมมอง ได้แก่ คุณ Kim Gee-Myung จาก Korea Animal Health Products Association (KAHPA) ที่กล่าวถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดปศุสัตว์ในประเทศเวียดนาม และ คุณ Nathan Feeney จาก AG Growth International ที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดปศุสัตว์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค

   นอกจากนี้ ภายในงานยังได้เปิดตัว Horti & Agri Exhibition Series 2026 ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ปศุสัตว์ อาหารสัตว์ ไปจนถึงพืชสวนและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดย คุณเอกนฤน สว่างภักดิ์ดี ผู้จัดการขายและผู้พัฒนาธุรกิจ บริษัท TrolMaster Agri Instruments Co., Ltd. ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจด้านเทคโนโลยีการเกษตรในตลาด อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งกำลังมีความต้องการเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

   Horti & Agri Series ขยายเวทีสู่ภูมิภาค ในปี 2569 : Horti & Agri Series เตรียมขยายบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ประเทศเวียดนามจะเปิดตัวงานแสดงสินค้าในรูปแบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้จัดในรูปแบบการประชุม โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้านานาชาติ 40 รายจาก 4 ประเทศ และผู้เข้าชมงานมากกว่า 12,000 คน เมื่อจัดร่วมกับงาน ILDEX Vietnam

   ภายในงานยังมีการจัด พาวิลเลียนนานาชาติจากเกาหลี ไต้หวัน และเวียดนาม พร้อมการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำ ได้แก่ VFARDA, VFAEA และ VOAA โดยการประชุมภายในงานจะเน้นประเด็นสำคัญด้าน เกษตรสีเขียว ระบบอาหารที่ยั่งยืน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน



ILDEX เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายปศุสัตว์อาเซียน : สำหรับ ILDEX Philippines จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยจัดร่วมกับ Philippine Poultry Show ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเข้าร่วม อาทิ ADM, Alltech, Cargill, CPF Philippines, DSM Firmenich, Kemin, Pilmico และ New Hope

   ขณะที่ ILDEX Indonesia จะปรับรูปแบบเป็น งานประจำทุกปี พร้อมเปิดตัวโซนใหม่ Dairy & Cattle Pavilion และขยายพื้นที่ Meat Pro Pavilion และ Aquatic Pavilion โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 200 รายจาก 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 12,000 คน ภายใต้การสนับสนุนจาก กระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (MOA) และ Federation of the Indonesian Poultry Society (FMPI) พร้อมการจัด การประชุมนานาชาติ Newcastle Disease Centennial โดย IPVA ภายใต้ World Veterinary Poultry Association (WVPA)

   ในส่วนของ ILDEX Vietnam 2026 จะจัดขึ้นเป็น ครั้งที่ 10 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของงาน โดยคาดว่าจะมี แบรนด์ชั้นนำกว่า 250 แบรนด์จากมากกว่า 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมรายใหญ่ เช่น CP Vietnam, Dabaco Group และ De Heus Vietnam จะเข้าร่วมงาน พร้อมองค์กรสมาคมด้านปศุสัตว์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดของอุตสาหกรรม ขณะนี้ ILDEX Vietnam เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2569 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม



เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การร...