Powered By Blogger

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กรมประมง เชิญชวนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลเข้าร่วมโครงการยกระดับสินค้า เกษตรมูลค่าสูง ชูนวัตกรรม Solar cell ขับเคลื่อนภาคประมงสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

กรมประมงเปิดรับสมัครเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลเข้าร่วมโครงการยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ภายใต้กิจกรรมนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบแม่นยำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (INNOVATION SANDBOX) โดยมุ่งส่งเสริมการประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดควบคู่เทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มกุ้งทะเลให้มีความแม่นยำ ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาภาคประมงสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนสนับสนุนนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยสู่ความยั่งยืน ของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล อาทิ ระบบโซลาร์เซลล์ควบคู่กับระบบควบคุมการให้อากาศแบบอัตโนมัติ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อเสริมสร้างกระบวนการผลิตที่มีความแม่นยำ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยให้ทันสมัย สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับการส่งเสริมการติดตั้งนวัตกรรมแบบครบวงจร ประกอบด้วย ชุดอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ขนาดเล็ก เซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO Sensor) ควบคู่กับระบบควบคุมการให้อากาศแบบอัตโนมัติ (DO Controller) เพื่อบริหารจัดการการเติมอากาศ และสภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงอย่างเหมาะสม  พร้อมทั้งได้รับบริการตรวจวิเคราะห์สุขภาพกุ้ง ตรวจคุณภาพน้ำ และดิน ตลอดจนสนับสนุนจุลินทรีย์ ปม 1 และ ปม 2 ตั้งแต่เริ่มต้น และระหว่างการเลี้ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคุณภาพน้ำ ให้กรมประมงมีข้อมูลวิทยาศาสตร์สำหรับใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลผลิตการเลี้ยง และการใช้พลังงาน สามารถนำไปพัฒนาแนวทางการจัดการฟาร์มแบบแม่นยำ (Precision Aquaculture) และต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอนาคต

โครงการฯ นี้มีกำหนดเปิดรับสมัครเกษตรกรที่สนใจรวม 150 ราย จาก 36 จังหวัด ที่มีประกาศเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมประเภทการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ประกอบด้วย กระบี่, กรุงเทพมหานคร, กาญจนบุรี, จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ชัยภูมิ, ชุมพร, ตรัง, ตราด, นครนายก, นครปฐม, นครราชสีมา, นครศรีธรรมราช, นนทบุรี, นราธิวาส, ปทุมธานี, ประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, ปัตตานี, พระนครศรีอยุธยา, พังงา, พัทลุง, เพชรบุรี, ภูเก็ต, ระนอง, ระยอง, ราชบุรี, สงขลา, สตูล, สมุทรปราการ, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, สุพรรณบุรี, สุราษฎร์ธานี และอุดรธานี โดยเกษตรกรผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีคุณสมบัติก่อนวันเข้าร่วมโครงการฯ ดังนี้ 

1) ต้องได้รับการรับรองหรืออยู่ระหว่างการยื่นคำขอต่ออายุการรับรองหรือยื่นขอปรับเปลี่ยนการรับรองมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนด และ 2) ต้องมีประวัติการใช้งานโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) และหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APPD) ในรอบหนึ่งปี ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ 1) เกษตรกร 1 ราย เข้าร่วมโครงการฯ ได้เพียง 1 สิทธิ์ 2) เกษตรกรต้องติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าประจำบ่อที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้า 3) เกษตรกรต้องมีข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าในการเลี้ยงกุ้งทะเลของฟาร์ม ย้อนหลังอย่างน้อย 12 เดือนติดต่อกัน 4) เกษตรกรต้องมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตภายในระยะเวลาโครงการฯ (ยกเว้นกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ภัยพิบัติ โรคระบาด หรือกุ้งยังไม่ถึงขนาดจับ) และ 5) เกษตรกรต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมประมงในการดำเนินงานและการเก็บข้อมูลภายใต้โครงการฯ

    ทั้งนี้ เกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตรวจสอบการติดตั้งนวัตกรรมแล้วเสร็จ จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมประมง รายละ 100,000 บาท ผู้สนใจสามารถสมัครได้ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานประมงจังหวัด หรือยื่นใบสมัคร ณ สำนักงานประมงจังหวัด ระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ – 9 มีนาคม 2569 และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

    อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลร่วมขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยนวัตกรรมและพลังงานสะอาด เพื่อพัฒนาระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง โทร. 0 2562 0552 หรือสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่โครงการ (ในวันและเวลาทำการ)


BDE ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา 35 หน่วยงาน เปิดตัวแพลตฟอร์ม “BDE Learn to Earn” เชื่อม “การเรียนรู้” กับ “รายได้”

       กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE : National Board of Digital Economy and Society) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวและพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการพัฒนาทักษะดิจิทัล เรียนรู้ มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต หรือ BDE Learn to Earn” ณ ห้องประชุม Asawin Ballroom A โรงแรม Asawin Grand Convention กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนางสาวพลอยรวี เกริกพันธ์กุล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อสังคม กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และแนวทางดำเนินโครงการ โดยผู้เข้าร่วมงานมาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน

      นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ “BDE Learn to Earn” คือการพัฒนา แพลตฟอร์มกลางของรัฐ มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลการเรียนรู้ การรับรองสมรรถนะ และการจ้างงานไว้ในระบบเดียว แก้ปัญหา pain point เรื่องข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านการศึกษา การฝึกอบรม การรับรองสมรรถนะ และตลาดแรงงาน ที่ปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยง ข้อมูลกระจัดกระจาย ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ หรือข้อมูลขาดความถูกต้อง เป็นต้น ส่งผลให้การกำหนดนโยบาย การพัฒนาหลักสูตร และการจัดสรรทรัพยากรไม่สอดคล้องกับความต้องการอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง 

    นายเวทางค์ฯ กล่าวเพิ่มว่า “แพลตฟอร์มนี้ ถูกออกแบบในลักษณะ Single Platform ที่บูรณาการข้อมูลจากหลายภาคส่วนเข้าสู่ระบบเดียว เพื่อสร้าง “Digital Workforce Ecosystem” ของประเทศ โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ เรียนจบได้ Certificate และระบบจะนำข้อมูลไปร่วมกับ Resume ของผู้เรียนที่ใส่ไว้สร้างเป็น Portfolio ให้อัตโนมัติ จากนั้น AI จะวิเคราะห์ทักษะที่มีจับคู่งานที่เหมาะสมในแพลตฟอร์มให้อีกด้วย” 

    BDE Learn to Earn ทำงานไม่ซ้ำซ้อนกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ และทุกแพลตฟอร์มสามารถเข้ามาร่วมกับทาง BDE Learn to Earn ได้ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูล สร้างให้เกิดฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงทักษะการอบรมของผู้เรียน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 

    สำหรับแพลตฟอร์ม BDE Learn to Earn เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้ในโครงสร้าง ได้แก่ 1) Blockchain สำหรับจัดเก็บใบรับรอง สมรรถนะ และข้อมูลการเรียนรู้แบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดความเสี่ยงการปลอมแปลง 2) Artificial Intelligence (AI Job Matching) วิเคราะห์ทักษะที่ได้รับจากการเรียนในโครงการและ Resume สร้างเป็น e-Portfolio และนำไปเทียบกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อเสนอโอกาสงานอย่างเป็นระบบ 3) Data Exchange Gateway เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา และ 4) Cloud Service มาตรฐานสากล เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้ง Infrastructure, Software และ Platform as a Service 


    โดยโครงการมีเป้าหมายเชิงรูปธรรมที่ชัดเจนและวัดผลได้ ได้แก่ 1) จัดทำระบบ Credit Bank เรียนรู้สะสมได้ตลอดชีวิต เพื่อสะสมหน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะ หนึ่งในกลไกสำคัญของโครงการ คือ ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสะสมหน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะจากหลากหลายแหล่ง ทั้งจากสถาบันอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และสถาบันเอกชน โดยระบบนี้ จะช่วยให้การเรียนรู้ไม่สะดุด สามารถเทียบโอนและต่อยอดได้ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน สอดคล้องกับแนวคิด Lifelong Learning และการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและอาชีวศึกษาอย่างน้อย 7 แห่ง ครอบคลุมกว่า 1,000 หลักสูตร 2) จัดอบรมประชาชนอย่างน้อย 50,000 คน ผ่าน 200 หลักสูตรทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์รับประกาศนียบัตรไม่น้อยกว่า 2,500 คน 3) จับคู่ตำแหน่งงานด้านดิจิทัลไม่น้อยกว่า 1,000 ตำแหน่ง เพื่อเชื่อมโยงแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และ 4) ส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้และเนื้อหาเชิงอัตลักษณ์ชุมชน ผ่านเครือข่ายศูนย์ดิจิทัลชุมชนกว่า 2,222 แห่ง เพื่อสร้างคุณค่าเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับการพัฒนาทักษะดิจิทัล

        

     นอกจากนั้น ความร่วมมือ 3 ภาคส่วนจากพิธีลงนาม MOU ในครั้งนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเพื่อบูรณาการข้อมูล หลักสูตร และความต้องการแรงงานเข้าสู่ระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน และสร้างระบบนิเวศแรงงานดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยแพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเริ่มใช้งานได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569

มหาวิทยาลัยเกริก ร่วมผนึกกำลังรวม35สถาบัน เปิดตัวแพลตฟอร์ม “BDE Learn to Earn” ปฏิรูปการศึกษาดิจิทัลเชื่อมโยงรายได้

     




    รศ.ดร.พรพรรณ จันทโรนานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ได้เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “BDE Learn to Earn” ซึ่งจัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มกลางของรัฐในการเชื่อมโยงข้อมูลการเรียนรู้ การรับรองสมรรถนะ และการจ้างงานเข้าด้วยกันเป็นระบบเดียว มุ่งเน้นการสร้าง “Digital Workforce Ecosystem” ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา รวม 30 หน่วยงาน ณ ห้องประชุม Asawin Ballroom A โรงแรม Asawin Grand Convention กรุงเทพฯณ โรงแรม Asawin Grand Conventionเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569  โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด โดย นางสาวพลอยรวี เกริกพันธ์กุล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อสังคม กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และแนวทางดำเนินโครงการ พร้อมทั้งผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานในพิธี จากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน จำนวนมาก

    มหาวิทยาลัยเกริกพร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมหน่วยการเรียนรู้จากสถาบันการศึกษาและต่อยอด ทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) ได้อย่างไร้รอยต่อ โดยแพลตฟอร์มนี้จะใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการจัดเก็บใบรับรองสมรรถนะที่ตรวจสอบได้ และใช้ระบบ AI Job Matching เพื่อวิเคราะห์ทักษะจาก e-Portfolio ของผู้เรียนและจับคู่กับความต้องการของตลาดแรงงานในทันที ซึ่งสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมจะครอบคลุมหลักสูตรกว่า 1,000 รายการ เพื่อรองรับเป้าหมายการจ้างงานด้านดิจิทัลไม่น้อยกว่า 1,000 ตำแหน่ง 

 ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการหลักสูตรและความต้องการแรงงานเพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลและยกระดับกำลังคนของประเทศ โดยมหาวิทยาลัยเกริกจะร่วมสนับสนุนเป้าหมายการฝึกอบรมประชาชน 50,000 คน ผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชนและเครือข่ายทางการศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม BDE Learn to Earn มีกำหนดจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแก่ประชาชนทั่วไปในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569

#มหาวิทยาลัยเกริก #krirk #krirkuniversity #LearntoEarn

ครบรอบ 110 ปี สหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ มุุงมั่นยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง”

 

         

กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ จัดกิจกรรมเนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในงานดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์2569 ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ

โดยหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ” กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้มีการจัด งานวันสหกรณ์แห่งชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปีนี้ซึ่งครบรอบปีที่ 110 แล้ว

เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ จัดกิจกรรม “วันสหกรณ์แห่งชาติ” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและ ร่วมเทิดพระเกียรติพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย”ซึ่งพระองค์ได้ทรงวางรากฐานการสหกรณ์ในประเทศไทย ทรงส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรกของประเทศ คือ “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้” ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2459 และทรงดำรงตำแหน่งนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม


   นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 ครบรอบ 110 ปีสหกรณ์ไทย ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร               ภายในงานประกอบไปด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.พิธีทำบุญทางศาสนา และพิธีวางพานพุ่ม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ 2.กิจกรรมเผยแพร่นโยบายและอ่านสารนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่สมาชิกสหกรณ์ และบุคลากรในขบวนการสหกรณ์ ให้เกิดความเข้าใจและสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาสหกรณ์ไปสู่เป้าหมาย 3.การจัดแสดงนิทรรศการและผลการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง” เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับความสำคัญของการสหกรณ์ ในประเทศไทยประวัติความเป็นมาและความก้าวหน้าของการพัฒนาสหกรณ์ บทบาทหน้าที่สมาชิกสหกรณ์ รวมถึงตัวอย่างสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ  4.กิจกรรมรับบริจาคโลหิต และ 5.กิจกรรมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นและสินค้าเกษตรคุณภาพจากสถาบันเกษตรกร เครือข่ายสห กรณ์ กลุ่มอาชีพ โครงการหลวง และวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ภายใต้ชื่องาน “Co-op Market Fair 2026 พลังสหกรณ์ ขับเคลื่อนสินค้าเกษตร อัตลักษณ์พื้นถิ่น By ร้านสหกรณ์เทเวศร์ จำกัด” สินค้าที่นำมาจำหน่ายมีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ส้มโอขาวใหญ่ ฝรั่ง โคเนื้อกำแพงแสน อาหารทะเลแปรรูป ปลาแดดเดียว น้ำพริกปรุงสำเร็จรูป ข้าวแต๋นธัญพืช มะม่วงน้ำปลาหวาน หมูทุบ ข้าวสาร ไข่ไก่ ผักสด นมพร้อมดื่ม ไอศกรีม ถั่วทอดสมุนไพร กล้วยอบแผ่น ผ้าไหม ผ้าทอพื้นเมือง ผ้าหม้อห้อมแพร่ ชุดผ้าซิ่น เครื่องปั้นดินเผา กระเป๋า Handmade และสินค้าของดีอีกมากมาย  คัดสรรมารวมกันไว้ที่งานนี้

   อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากการจัดพิธีถวายพานพุ่มสักการะ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ แล้ว ยังมีการจัดพิธีถวายพานพุ่มสักการะที่สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ และสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยในส่วนภูมิภาคจะมีการจัดกิจกรรมของขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ กิจกรรมที่เสริมสร้างความสามัคคีของชาวสหกรณ์ เช่น การจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ทำบุญ บริจาคโลหิต การออกร้านจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ภายในจังหวัด และกิจกรรมกีฬาสร้างความสามัคคีและการรวมพลังของคนในขบวนการสหกรณ์

    นอกจากนี้ ในโอกาสพิเศษครบรอบ 110 ปีการสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดงานแสดงนิทรรศการ “นับ 1 ถึง 110 ปี การสหกรณ์ไทย” เพื่อย้อนรำลึกถึงความเป็นมาของการก่อตั้งสหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดใช้  ต.วัดจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของสหกรณ์แห่งแรกในประเทศไทย ณ บริเวณลานหน้าสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก  รวมทั้งจัดกิจกรรมทางวิชาการและกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569  โดยการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการผ่านช่องทางออนไลน์เพจ Facebook กรมส่งเสริมสหกรณ์ – CPD อีกด้วย

     “ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และสหกรณ์ออมทรัพย์ รวม 6,268 แห่ง สมาชิกสหกรณ์กว่า 12 ล้านครอบครัว ทุนดำเนินการ/ปริมาณธุรกิจ รวมกว่า 2.73 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์เป็นหนึ่ง ในสถาบันเกษตรกรที่มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพของสมาชิก โดยมีหน้าที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็ง ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในภาวะวิกฤติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่จะต้องเข้าไปขับเคลื่อน ผลักดันสร้างความรู้แก่สหกรณ์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านการผลิต การบริหารธุรกิจ การตลาด และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเป็นองค์กรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว


วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลังภาคเอกชนไทย–ญี่ปุ่น เดินหน้าสร้างล้งรวบรวมผลผลิตกล้วยหอมทองมาตรฐานส่งออก

 


กระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลังภาคเอกชนไทย–ญี่ปุ่น ลงพื้นที่นำร่องปลูกกล้วยหอมทองกว่า 100 ไร่ ที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ พร้อมเดินหน้าสร้างล้งรวบรวมผลผลิตมาตรฐานส่งออก

   กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าภายใน ร่วมกับ  บริษัท พีแอนด์เอฟ เทคโน จำกัด  และ บริษัท Bay Commerce Co.,Ltd. ผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าเกษตร จากเมืองโยโกฮามะ ประเทศญี่ปุ่น ลงพื้นที่เพื่อดูความพร้อมแปลงปลูกกล้วยหอมทอง บริษัท สุริยนกรีนฟาร์ม จำกัด อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ  และจุดที่ใช้สำหรับรวบรวมผลผลิตเพื่อการส่งออก พร้อมสำรวจประเมินคุณภาพผลผลิต มาตรฐานการเพาะปลูก และศักยภาพของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดประเทศญี่ปุ่น ที่ครอบคลุมทั้ง ด้านคุณภาพ ด้านความปลอดภัยทางอาหาร และระบบตรวจสอบย้อนกลับ



ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าภายใน มีความพร้อมในการเดินหน้าสนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดทั้งใน และต่างประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เกิดความร่วมมือในการทำมาตรฐานผลผลิตคุณภาพทางการเกษตรตรงตามความต้องการของตลาด เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีปริมาณเพียงพอต่อรอบการจัดส่ง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป


คุณพิมใจ มัตสึโมโต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีแอนด์เอฟ เทคโน จำกัด กล่าวว่า เรายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการจัดหากล้วยหอมทองจากประเทศไทยเพื่อส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นให้ได้ตามโควต้าภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่ปริมาณ 8,000 ตัน/ปี แต่ปัจจุบันสามารถทำได้เพียง 3,000 ตัน/ปี ซึ่งยังขาดอีก 5,000 ตัน โดยครั้งนี้มีเป้าหมายว่าจะต้องรวบรวมผลผลิตกล้วยหอมทองของประเทศไทยเพื่อส่งให้ครบเต็มจำนวนโควต้าให้ได้ภายในเดือนเมษายน ปี 2570 นี้

    โดยการลงพื้นที่ตรั้งนี้จึงเป็นความร่วมมือของสมาชิกที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อร่วมติดตามความคืบหน้าของการรวบรวม และตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตให้ตรงตามมาตรฐานการส่งออกอย่างใกล้ชิด ในพื้นที่  อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา พร้อมทั้งเยี่ยมชมความคืบหน้าโตรงการที่ บริษัท สุริยนกรีนฟาร์ม จำกัด อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายที่จะเป็นแหล่งผลิต และเป็นแหล่ง (ล้ง) รวบรวมผลผลิต พร้อมทั้งยังได้พบปะพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้รายละเอียดและหลักเกณฑ์ในการปลูกเพื่อส่งออก

    นอกจานี้ นายคาตาโอกะ ทาคายูกิ ตัวแทนจาก บริษัท Bay Commerce Co.,Ltd. ผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าเกษตร จากเมืองโยโกฮามะ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ได้มีโอกาสเดินทางจากประเทศญี่ปุ่นมายังเพื่อดูแปลงปลูกกล้วยในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยหลายครั้ง  ไม่ว่าจะเป็น กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว และกล้วยไข่ และเห็นว่ากล้วยหอมทองจากประเทศไทยเป็นที่นิยมสูงในตลาดญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการผลไม้เกรดพรีเมียม เนื่องจากมีกลิ่นหอม รสชาติหวาน และเนื้อเหนียวนุ่มเป็นเอกลักษณ์         แม้ญี่ปุ่นจะนำเข้ากล้วยกว่า 1 ล้านตันต่อปี แต่กล้วยไทยมีจุดเด่นเรื่องรสชาติที่ต่างจากสายพันธุ์ทั่วไป จึงเป็นที่นิยมและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเรียกว่าเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูง  ดังนั้นการมาเยือนประเทศไทย และได้ลงพื้นที่แปลงแปลงปลูกทำให้ได้เห็นกระบวนการผลิตตั้งแต่ปลูกไปจนถึงขั้นตอนการบรรจุพร้อมส่งนั้น อีกทั้งการได้ใกล้ชิดกับเกษตรกรในพื้นที่จึงยิ่งทำให้รู้สึกมั้นใจในคุณภาพและมาตรฐานมากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ที่ครบวงจรในทุกขั้นตอนจนเกิดผลผลิตคุณภาพมาตรฐานที่พร้อมส่งออกตรงตามความต้องการของตลาดญี่ปุ่นอีกด้วย

   นายภาสวิชญ์ ภูมิรัตนประพิณ หรือ ตะวัน เกษตรกรรุ่นใหม่วัย 27 ปี ผู้บริหาร บริษัท สุริยนกรีนฟาร์ม จำกัด และเจ้าของแปลงปลูกกล้วยหอมทองกว่า 100 ไร่ กล่าวว่า ในอนาคตยังมีแผนที่จะขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายการปลูกเชิงอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีความพร้อมทั้งทางด้านพื้นที่ กำลังทุน เครื่องจักรกลทางการเกษตร และทีมดูแลที่มีประสบการณ์ในการทำเกษตร รวมไปถึงทีมวิศวกรที่จะดูแลเรื่องระบบน้ำ ระบบไฟ ตลอดจนระบบที่จำเป็นตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกไปถึงกระบวนการคัดบรรจุเตรียมส่งออก 


   “พื้นที่แปลงปลูกของเรามีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-500 เมตร สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำท่วมซ้ำซาก สภาพภูมิอากาศเหมาะสม นอกจากนี้เรายังขุดสระกักเก็บน้ำ (บ่อพักน้ำบาดาล) ไว้ใช้ภายในสวนอย่างเพียงพอ และระบบน้ำบาดาล-โซลาร์เซลล์คุณภาพหลายจุดพร้อมระบบไฟฟ้าพร้อมใช้งาน ถือได้ว่าเราค่อนข้างที่จะมีความพร้อมในทุกด้าน จึงตั้งใจที่จะลงมือทำนำร่องไปก่อน เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ที่แปลงปลูกกล้วยหอมของเรา เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการลงมือปลูก อีกหนึ่งสิ่งที่ทางเราเสริมความมั่นใจมากขึ้นคือ การสร้างล้งรวบรวมผลผลิต ซึ่งเป็นล้งที่สร้างขึ้นตามมารฐานของทางตลาดญี่ปุ่น เพราะเรามีความตั้งใจจะปลูกเพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นเราจึงพร้อมที่ปรับรูปแบบให้ตรงกับมาตรฐานของผู้ซื้อ”

นางสาวจริยา ภูมิรัตนประพิณ หรือ บุญนี่ หนึ่งในผู้บริหาร บริษัท สุริยนกรีนฟาร์ม จำกัด เผยว่า นอกจากความพร้อมในด้านพื้นที่ และการจัดการแปลงปลูกรวมไปถึงล้งรวบรวมผลผลิต และตลาดรองรับผลผลิตอย่างการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นแล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้มองไปถึงตลาดภายในประเทศเพื่อรองรับผลผลิตที่ตกเกรณ์การส่งออก รวมไปถึงการนำกล้วยหอมทองที่ตกเกรดมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งเป็นการเปิดตลาดอีกช่องทางหนึ่ง


  “ตอนนี้เราได้นำกล้วยหอมทองที่ตกเกรดมาทดลองแปรรูปแบบต่าง ๆ ดูบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอมทองอบแห้ง กล้วยชุบช็อกโกแลต กล้วยหนึบอัลมอนด์ รวมไปถึงการออกแบบโลโก้ และบรรจุภัณฑ์ไว้ด้วย เราพยายามที่จะเพิ่มมูลค่า และกระจายผลผลิตทุกเกรดไปยังตลาดต่าง ๆ มากขึ้นโดยที่ไม่ได้พึ่งการส่งออกเพี่ยงอย่างเดียว”

   อย่างไรก็ตามแม้ผู้บริโภค และตลาดญี่ปุ่นจะเปิดรับเพียงใด แต่ปัจจุบันประเทศไทยเรายังไม่สามารถผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นได้เต็มจำนวนภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนจึงได้ลงพื้นที่เพื่อเร่งส่งเสริมผลักดันในเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เหมาะสมเกิดการร่วมกลุ่มและผลิต ทั้งนี้นอกจะช่วยรักษาโคต้าการส่งออกกล้วยหอมทองไปญี่ปุ่นแล้ว ยังเป็นการผลักดันสินค้าเกษตรไทยไปยังตลาดต่างประเทศด้วย.


วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กรมส่งเสริมสหกรณ์ สาธิตเมนูอาหารจากหอมแดง รณรงค์ต่อยอด แคมเปญ “รักนะ…เลยให้หอม”

 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยก “ร้านสหกรณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด” ต้นแบบสหกรณ์ยุคใหม่ พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี บริการ Delivery ส่งสินค้ารวดเร็วถึงมือสมาชิก

 

นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านสหกรณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมรับฟังผลการดำเนินงาน         แนวทางการบริหารจัดการและการพัฒนาบริการสมาชิกในยุคดิจิทัล และเยี่ยมชมการดำเนินงานของร้านสหกรณ์ฯ สำนักงานใหญ่ และสาขาต่าง ๆ เช่น ร้านดินสอสี ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาสำคัญที่ให้บริการจำหน่ายเครื่องเขียนและสินค้า    ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยให้กับสมาชิกและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย โดยมี นายชนัฐ เกิดประดับ ผู้จัดการร้านสหกรณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด คณะกรรมการดำเนินการ และเจ้าหน้าที่ร้านสหกรณ์ฯ ให้การต้อนรับ

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของร้านสหกรณ์ฯ ว่า  สมาชิกส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุดเด่นของร้านสหกรณ์แห่งนี้ คือสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินธุรกิจเป็นจำนวนมาก เป็นการทำธุรกิจร่วมกันระหว่างสมาชิกกับร้านสหกรณ์ มีโซนในการฝากขายสินค้าของสมาชิกสหกรณ์ และใช้แอปพลิเคชันออนไลน์เป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้า เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการใส่ใจคัดเลือกสินค้าให้ตรงกับความต้องการของสมาชิกและผู้ใช้บริการ และมีสินค้าที่ขายดีในร้าน ไม่ว่าจะเป็น สินค้าอุปโภคบริโภค ขนม เครื่องดื่ม เครื่องเขียน จำหน่ายในราคายุติธรรมและเหมาะกับการจับจ่ายของผู้บริโภคที่มาใช้บริการ และมีบริการ Delivery จัดส่งสินค้ารวดเร็วถึงที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและสมาชิกสหกรณ์อีกด้วย

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังมีการใช้ซอร์ฟแวร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ นำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิก อีกทั้งคณะกรรมการดำเนินการ บริหารงานโดยเสียสละเวลางานประจำเพื่อมาช่วยดูแลให้                ความสะดวกแก่สมาชิกและผู้ใช้บริการ ร่วมกันวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีให้มากที่สุด                    มีการจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อให้มีความพร้อมในสภาวะการแข่งขันกับคู่แข่งบริเวณใกล้เคียงด้วย              อีกทั้งคณะกรรมการได้ร่วมกันคัดเลือกสินค้าคุณภาพดี เป็นการให้สมาชิกมีส่วนร่วมกับธุรกิจอย่างแท้จริง


จะนำแนวคิด วิธีการบริหารจัดการของร้านสหกรณ์ฯ ไปเป็นตัวอย่างหรือต้นแบบเพื่อให้สหกรณ์ร้านค้าอื่น ๆ ซึ่งมีความหลากหลาย นำไปปรับใช้ ทั้งทางด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ หรือแม้กระทั่งวิธีการที่จะให้สมาชิกเข้ามา    มีส่วนร่วมดำเนินกิจการ และให้สมาชิกเข้ามาใช้บริการในร้านสหกรณ์ให้มากที่สุดด้วย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิก และมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งถือว่าเป็นร้านสหกรณ์ฯ ที่มีการปรับตัวภายใต้สภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี           โดยได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ร้านสหกรณ์ฯ สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นสหกรณ์ยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกได้อย่างยั่งยืนต่อไปอธิบดีฯ นิรันดร์ กล่าว

 

 

 

 

 

 

 

 

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการด้วยระบบสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เน้นการมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจของสมาชิกให้เป็นทั้งบทบาทเจ้าของ และผู้ใช้บริการ ให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการเรื่องระเบียบ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ และยังมีแผนสนับสนุนให้ร้านสหกรณ์ขยายช่องทางการตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ใช้แอปพลิเคชันเพื่อช่วยส่งเสริมการขยาย โดยร้านสหกรณ์ฯ แห่งนี้ ดำเนินงานภายใต้ หลักการสหกรณ์สากล                                 มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารงานเพื่อสร้างความโปร่งใส และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาร้านสหกรณ์ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสวัสดิการของสมาชิก รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนขบวนการสหกรณ์ให้เติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง

ร้านสหกรณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2516 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 3,033 คน และให้บริการผ่าน 5 สาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่, สาขา S1, สาขาร้านดินสอสี, สาขา Gift Gallery และสาขา Delivery ภายใต้แนวคิด “คุณสั่ง เราส่ง” ร้านสหกรณ์ฯ จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง ของใช้ภายในบ้าน สินค้าฝากขายจากสมาชิก ชุดเครื่องแบบนักศึกษา สินค้าของที่ระลึกตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน โดยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการด้านข้อมูลการขาย การจัดการสินค้า และการบริการสมาชิก เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาร้านสหกรณ์ฯ ในระยะยาว

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังดำเนินโครงการสำคัญเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของสมาชิกและสังคมอีกมากมาย เช่นโครงการพัฒนาระบบบริการสมาชิกด้วยดิจิทัล โครงการสนับสนุนสินค้าชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตให้สมาชิกและสหกรณ์ต่างๆ (Coop X Academy ) โครงการค่าย                   ยุวสหกรณ์เพื่อปลูกฝังความรู้ด้านการสหกรณ์ให้กับนักเรียนมัธยมในจังหวัดเชียงใหม่ โครงการสวัสดิการผ้าอนามัยฉุกเฉินแจกฟรี  ทั้งมหาวิทยาลัยและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมของสโมสรนักศึกษาและองค์กรต่างๆ ในมหาวิทยาลัย               โครงการเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์โดยเป็นศูนย์กระจายสินค้า (Coop Distribution Center-CDC) ให้กับสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรไปยังสหกรณ์ต่าง ๆ  ทั่วประเทศอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“ส้มสายน้ำผึ้งฝาง” การันตี GI ส้มสายน้ำแร่ในฤดู อำเภอฝาง จังหว้ดเชียงใหม่ ... "ล๊อตสุดท้าย ....... รับเทศกาลตรุษจีน”

 


                            

อธิบดีนิรันดร์ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่อ.ฝาง ติดตามสถานการณ์ผลผลิตส้มสายน้ำผึ้งจากสายน้ำแร่             สินค้าGI รับเทศกาลตรุษจีน พร้อมเยี่ยมชมดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน หวังยกระดับมาตรฐานการผลิตและแปรรูปส้มให้แข่งขันได้ในระดับสากล


นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะสื่อมวลชนและผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่อ.ฝาง จ.เชียงใหม่เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิตส้มสายน้ำผึ้งที่กำลังออก             สู่ตลาดในช่วงนี้ โดยจุดแรกเยี่ยมชมการจัดการสวนส้มปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP ของนายก๋องแก้ว เรือนใจ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน ต.โป่งน้ำร้อน พร้อมรับฟังเรื่องราวการทำสวนส้มสายน้ำผึ้งจาก                เจ้าของสวน การดูแลรักษา การรวบรวมผลผลิตและการจำหน่ายสู่ตลาดปลายทาง

จากนั้นนายนิรันดร์ มูลธิดาและคณะได้เดินทางไปยังที่ทำการกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนเพื่อเยี่ยมชมกระบวนการร่อนส้ม คัดผลผลผลิตตามขนาด กระบวนการบรรจุหีบห่อเพื่อส่งลูกค้าปลายทาง พร้อมรับฟังรายงานการใช้อุปกรณ์การตลาดที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ รวมถึงการช่วยเหลือสมาชิกของกลุ่มเกษตรทำไร่โป่งน้ำร้อนในด้านการส่งเสริมการทำสวนส้มและการผลักดันเพื่อให้ได้มาตรฐานการผลิตแบบ GAP


นายก๋องแก้ว เรือนใจ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน ต.โป่งน้ำร้อน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่าเริ่มต้นทำสวนส้มสายน้ำผึ้งในพื้นที่โป่งน้ำร้อนมาตั้งแต่ปี 2546 บนเนื้อที่ 60 ไร่ เนื่องจากเป็นพื้นที่มี                       ความเหมาะสม สภาพอากาศดี มีภูเขาสูง  ที่สำคัญมีแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติไหลผ่าน โดยเฉพาะน้ำพุร้อนซึ่งเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่มีอุณหภูมิสูงไหลพุ่งจากใต้ดิน อุดมไปด้วยแร่ธาตุเหลายชนิดมีผลต่อการปลูก                   ส้มสายน้ำผึ้ง

“ส้มสายน้ำผึ้งในกลุ่มฝางจะได้รับน้ำจากสายน้ำแร่น้ำพุร้อน ทำให้รสชาติมีความแตกต่างจากส้มที่อื่น ๆ หวานนำเปรี้ยว กลิ่นหอม มีเอกลักษณ์เฉพาะ เนื้อแน่นฉ่ำ ปอกง่าย รูปทรงกลมแป้น อุดมไปด้วยวิตามินซี                    และสารต้านอนุมูลอิสระสูง”


นายก๋องแก้วเผยต่อว่าสำหรับการปลูกนั้นบนเนื้อที่ 1 ไร่จะปลูกเฉลี่ย 100-170 ต้น ในสวนตนนั้น              ถ้ารวมทุกแปลงขณะนี้มีอยู่ประมาณ 6 หมื่นถึง 1 แสนต้น ให้ผลผลิตเกือบตลอดทั้งปี มีทั้งในฤดูและนอกฤดู                     ซึ่งในฤดูนั้นจะให้ผลผลิตช่วงพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ส่วนนอกฤดูจะอยู่ในมีนาคมถึงตุลาคม

“ตอนนี้ในฤดูผลผลิตใกล้จะหมดแล้ว ต่อไปจะเป็นส้มนอกฤดู ปีนี้ช่วงต้นปีราคาถูกมากเลยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-15 บาทเท่านั้น พอมาช่วงนี้ใกล้ ๆ เทศกาลตรุษจีนราคาเริ่มขยับขึ้นส้มคละเบอร์จะอยู่ที่                    30-40 บาทต่อกิโล ภาพรวมปีนี้ราคาส้มถือว่าดี เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ  แต่ช่วงนี้ปริมาณผลผลิตน้อยลงมากแล้วเพราะอยู่ในช่วงปลายฤดู” ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนเผย

นายก๋องแก้วยอมรับว่าปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงมาก ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายารวมทั้งค่าแรงงานที่สูงขึ้นทุกปี  ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 5 หมื่นถึง 1 แสนบาทต่อไร่ ที่สวนจึงหาวิธีการลดต้นทุนด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีสลับปุ๋ยอินทรีย์             เดือนละ 1 ครั้งเพื่อปรับปรุงบำรุงสภาพดิน

“ถ้าจะให้ถึงจุดคุ้มทุน ผลผลิตเฉลี่ยจะต้องอยู่ที่ 2-3 พันกิโล/ไร่ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับราคาผลผลิต          ในขณะนั้นด้วย” นายก๋องแก้วเผย

ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนย้ำด้วยว่าในส่วนช่องทางการตลาดนั้น มีอยู่ 3 ช่องทาง                      ช่องทางแรกขายผ่านเครือข่าวสหกรณ์จากทั่วประเทศ ในราคานำตลาดกิโลกรัมละ 1-3 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ             ตลาดปลายทางด้วย ช่องทางที่สองขายผ่านพ่อค้าในพื้นที่และบริษัทเอกชนในราคาตามตลาดและช่องทางสุดท้ายขายทางออนไลน์โดยลูกหลานเด็กรุ่นใหม่มาช่วยขายในช่องทางนี้



นอกจากนี้ นายก๋องแก้วยังได้กล่าวถึงการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนในฐานะที่ตัวเองเป็นประธานฯ โดยกลุ่มเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2519  ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 160 ราย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรกรรม พืชหลักที่ปลูกได้แก่ ส้มสายน้ำผึ้ง ทุเรียน หอมหัวใหญ่ ข้าวโพดหวาน ข้าวและพืชผัก ส่วนอาชีพรองรับจ้างทั่วไปและค้าขาย

โดยกลุ่มดำเนินธุรกิจใน 4 ด้าน  ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย  ธุรกิจรวบรวมผลผลิตส้มสาย้ำผึ้ง และธุรกิจแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและผลิตสินค้า(ปุ๋ยอินทรีย์) ซึ่งเมื่อสิ้นปีบัญชีวันที่               30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมากลุ่มมีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 15.25 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานดังกล่าวมีกำไรสุทธิประจำปีเป็นทั้งสิ้น 224,522.55 บาท

อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมากลุ่มได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ทั้งเงินกู้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรแบบปลอดดอกเบี้ย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม จำนวน 7 ล้านบาท การสนับสนุนจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ตะกร้าผลไม้หูเหล็ก ขนาดไม่เกิน 25 กิโลกรัม จำนวน 500 ใบทุกปี และจัดซื้อรถโฟคลิฟ 1คัน                     โดยกลุ่มจะออกเงินสมทบไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ในแต่ละอุปกรณ์

นอกจากนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้สนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรได้แก่ โรงเรือนรวบรวมและคัดแยกผลผลิตขนาด 392 ตารางเมตรจำนวน 1 หลัง เป็นเงิน 2.01 ล้านบาทและจัดซื้อ                   เครื่องคัดแยกส้ม ขนาดกำลังการผลิต 3.2 ตัน/ชั่วโมง จำนวน 1 เครื่อง เป็นเงิน 1.17 ล้านบาท                                ทั้งนี้  เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของกลุ่มให้สามารถแข่งขันได้                               ในระดับสากล


 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ปล่อยคาราวานหอมแดงศรีสะเกษสู่ภาคเหนือ เร่งกระจายผลผลิต แก้ปัญหาราคาตกต่ำ ภายใต้แคมเปญ “รักนะ…จึงให้หอม”

     นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีปล่อยคาราวานหอมแดงศรีสะเกษ ภายใต้แคมเปญ “รักนะ....จึงให้หอม กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกระจายหอมแดงคุณภาพดีจากศรีสะเกษ” โดยมี นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายคัมภีร์ นับแสง สหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ นายนิกร ทะกลกิจ ประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำกัด พร้อมด้วยผู้แทนขบวนการสหกรณ์ และผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมเป็นเกียรติ ณ ศูนย์สินค้าเกษตรภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ (ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำกัด) อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

     ​โอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ปล่อยคาราวานหอมแดงศรีสะเกษที่ภาคเหนือครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อต้องการประชาสัมพันธ์แคมเปญ “รักนะ....จึงให้หอม” ตามนโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการเร่งกระจายผลผลิตหอมแดงศรีสะเกษ ซึ่งกำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำออกจากพื้นที่แหล่งผลิตโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยแคมเปญดังกล่าวได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนการสั่งซื้อในปริมาณมาก เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

                  

     อธิบดีนิรันดร์ กล่าวเพิ่มเติมว่าตั้งแต่เริ่มแคมเปญ “รักนะ....จึงให้หอม” เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 กรมส่งเสริมสหกรณ์สามารถช่วยกระจายผลผลิตหอมแดงศรีสะเกษ ทั้งหอมสด หอมปึ๋งและหอมมัดจุก จากสหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ศรีสะเกษ จำกัด ได้แล้วประมาณ 230 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000,000 บาท โดยอาศัยเครือข่ายสหกรณ์เชื่อมโยงตลาดไปยังพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก พร้อมกับสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ควบคู่กับเงินทุนของสหกรณ์ รวมวงเงินกว่า 20 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์สามารถรับซื้อและกระจายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สำหรับการกระจายหอมแดงศรีสะเกษสู่พื้นที่ภาคเหนือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งในจังหวัดน่าน เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ลำพูน ลำปาง ตาก แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ และพะเยา รวม 15 แห่ง ร่วมสั่งซื้อและช่วยกระจายหอมแดงศรีสะเกษ รวมปริมาณทั้งสิ้นกว่า 30 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,200,000บาท

 

     “การกระจายหอมแดงศรีสะเกษผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาดและความผันผวนของราคา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ในการบริหารจัดการด้านการตลาด และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างสหกรณ์จากทุกภูมิภาค ซึ่งการเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรไทย และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว ขอขอบคุณทุกความร่วมมือของขบวนการสหกรณ์ในภาคเหนือ สหกรณ์ผู้รวบรวมและกระจายสินค้า ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” อธิบดีนิรันดร์ กล่าว




     ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสั่งซื้อหอมแดงศรีสะเกษจากสหกรณ์ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่กองพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทร. 08 1714 4937 หรือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ โทร. 08 1955 3578 รวมทั้งสามารถติดต่อสหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด โทร 06 2653 1412 และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ศรีสะเกษ จำกัด โทร 09 1831 4856 เพื่อสั่งซื้อกับสหกรณ์ได้โดยตรง


วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“ Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า”


 “พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์”  ชวนสัมผัสเรื่องราวอัตลักษณ์ภาคเหนือ

พร้อมหนุนผู้ประกอบการไทย ในงาน “ Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า”

 “พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์”  เร่งขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาคเหนือให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็น “ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” จัดงาน “Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า”ยกขบวนสินค้าสินค้าที่มีอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่นกลุ่มจังหวัดภาคเหนือระหว่างระหว่าง9 – 13 กพ.69   ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการฯ กรุงเทพฯ

     


 วันนี้ (10กพ.69)  นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า” โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ และกลุ่มภาคเหนือ สื่อมวลชน ประชาชน เข้าร่วมในพิธีเปิด ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการ        เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานครฯ

      นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า   เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาคเหนือให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็น “ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” เชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคและเติบโตอย่างยั่งยืน   สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ได้มีการจัดงาน“Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า” ขึ้น  


โดยภายในงานรวบรวมร้านค้าจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ นำเสนอสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) อาหารและเครื่องดื่ม งานหัตถกรรม สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพมีมาตรฐาน และมีเรื่องราวที่โดดเด่นเฉพาะถิ่น  การจัดงานในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดจำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ การสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านการเจรจาธุรกิจ   การพัฒนาศักยภาพการค้าสมัยใหม่ รวมถึงการต่อยอดสู่ช่องทางออนไลน์ ผ่านกิจกรรม Live Commerce ตลอดระยะเวลาการจัดงาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัล

           


“การจัดงาน “Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า” นอกจากจะเป็นการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาคเหนือให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็น “ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ”แล้ว     ยังเป็นการเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาค โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในภาคให้มีการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ การจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าครั้งนี้จะเป็นกิจกรรมสำคัญในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าภาคเหนือให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังสามารถช่วยขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการอีกทางหนึ่งด้วย “นายกรนิจ  กล่าว 

    สำหรับ งาน “Northern Signature Market 2026  ยังมีกิจกรรมมากมาย  อาทิ   การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังทุกวัน กิจกรรมส่งเสริมการขาย ลุ้นรับของรางวัล กิจกรรมการสาธิตจากผู้ประกอบการภายในงาน (Workshop) ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมสัมผัสเรื่องราวอัตลักษณ์ภาคเหนือ และร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย       โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 13 กุมภาพันธ์ 2569                ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานครฯ



เกษตรฯ ตั้งเป้าลดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 30% ดัน 6 แนวทางสู่การปฏิบัติ โชว์ “แปลงใหญ่มันสำปะหลังพุประดู่พัฒนา ใช้นวัตกรรมสู่บริษัทเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การป้องกันและควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตั้งเป้าลดพื้นที่การร...